
เคเอ็นยูชำแหละการเมืองพม่าจับตาปมขัดแย้งกองทัพ-รัฐบาล
หลังจัดตั้งรัฐบาลพลเรือนที่มาจากการเลือกตั้งและลดเงื่อนไขต่อต้าน ด้วยการให้อิสรภาพแก่ อองซานซูจี
หลังจัดตั้งรัฐบาลพลเรือนที่มาจากการเลือกตั้งและลดเงื่อนไขต่อต้าน ด้วยการให้อิสรภาพแก่ อองซานซูจี
โดย...สุพงษ์ ทวิภา
หลังจัดตั้งรัฐบาลพลเรือนที่มาจากการเลือกตั้งและลดเงื่อนไขต่อต้าน ด้วยการให้อิสรภาพแก่ อองซานซูจี ผู้นำพรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย หรือเอ็นแอลดี อีกทั้งผู้นำในรัฐบาลพม่าก็เริ่มพูดถึงการยุติความขัดแย้งภายในชาติ การเมืองพม่าก็ดูเหมือนจะสงบนิ่ง
แต่การเมืองที่สงบนิ่งนั้น ด้านการทหารกลับมีความเคลื่อนไหวรุนแรง กองทัพพม่าได้เข้าโจมตีกองกำลังชนกลุ่มน้อยในพื้นที่ตอนเหนือของรัฐฉานและรัฐกะฉิ่น รวมทั้งตอนใต้ของรัฐกะเหรี่ยง ซึ่งในสายตาของ ซีโพหร่าเส่ง เลขาธิการสหภาพแห่งชาติกะเหรี่ยง หรือเคเอ็นยู กองกำลังชาติพันธุ์ต่อต้านรัฐบาลพม่า มองว่า การรบที่เกิดขึ้น เป็นสิ่งที่สะท้อนให้เห็นว่ากองทัพยังคงความเป็นอิสระเป็นเอกเทศไม่ขึ้นกับรัฐบาล โดยมีอดีตผู้นำสูงสุดอย่าง พล.อ.ตานฉ่วย กุมอำนาจอยู่เบื้องหลัง
“ที่ผ่านมาก็ปรากฏสัญญาณหลายอย่างที่ฝ่ายทหารไม่พอใจรัฐบาลที่ไม่ทำตามสัญญา เมื่อมีรัฐบาลพลเรือนจากการเลือกตั้ง ฝ่ายทหารก็ถูกลดบทบาท จากเดิมที่ผู้บัญชาการภาคมีอำนาจเต็ม แต่ขณะนี้การดำเนินการ การพัฒนาต่างๆ ขึ้นอยู่กับฝ่ายปกครอง ทหารหมดอำนาจไป อีกทั้งสิ่งที่รัฐบาลได้สัญญา เช่น การเพิ่มเงินเดือน สวัสดิการต่างๆ รวมทั้งการดูแลครอบครัวทหาร ก็ยังไม่ได้ทำ ซ้ำยังมีการปลดผู้บัญชาการภาคไปแล้ว 2 นาย อ้างว่าคอร์รัปชัน ซึ่งทหารรู้ว่าเป็นเพียงข้ออ้างของรัฐบาล ฝ่ายทหารเริ่มคิดว่ารูปแบบเดิมที่ทหารมีอำนาจเต็มดีกว่า” ซีโพหร่าเส่ง กล่าว
นอกจากนี้ ซีโพหร่าเส่ง ยังมองว่าจากท่าทีต่างๆ ของรัฐบาลพลเรือนชุดนี้ พล.อ.เต็งเส่ง ประธานาธิบดีพม่า นั้นอาจมีความตั้งใจจะปฏิรูปการเมืองก็เป็นได้ แต่สิ่งที่กองทัพดำเนินการนั้นกลับตรงกันข้ามโดยสิ้งเชิง
“กรณีการโจมตีกองกำลังกะฉิ่น เป็นสิ่งที่สะท้อนชัดที่สุดว่า เป็นการตัดสินใจของกองทัพ โดย ทินอ่องมินต์อู รองนายกรัฐมนตรี ซึ่ง พล.อ.ตานฉ่วย ส่งมาให้คุมกองทัพและกระทรวงกลาโหม พื้นที่ของรัฐกะฉิ่นนั้นติดต่อกับประเทศจีน และมีกลุ่มทุนเข้ามาลงทุนในหลายด้าน ทั้งคอนแทรกต์ ฟาร์มมิง การทำอุตสาหกรรมการเกษตร และการทำเหมือง ซึ่งผลประโยชน์ตกอยู่กับฝ่ายปกครอง กองทัพซึ่งเดิมผู้บัญชาการภาคมีอำนาจเต็มกลับไม่ได้อะไรเลย ซึ่งเป็นปมขัดแย้งขึ้นมา เพราะก่อนหน้านี้รัฐบาลพม่าเองก็พยายามใช้แนวทางเจรจากับกลุ่มกะฉิ่น แต่แล้วกองทัพโดยความเห็นชอบของทินอ่องมินต์อู ก็สั่งให้โจมตีที่มั่นกองกำลังกะฉิ่น”
เลขาธิการเคเอ็นยู อธิบายให้เห็นปมขัดแย้งระหว่างกองทัพและรัฐบาลอีกว่า ทินอ่องมินต์อูคนนี้ คือผู้ที่ พล.อ.ตานฉ่วย ไว้ใจมากที่สุด ก่อนการเลือกตั้งเขาพาทินอ่องมินต์อูเดินทางไปต่างประเทศด้วย และแนะนำว่านี่คือผู้ที่จะมาแทนเขา
ทินอ่องมินต์อูฟังคำสั่ง พล.อ.ตานฉ่วย คนเดียว ไม่ฟังคำสั่ง พล.อ.เต็งเส่ง สถานการณ์การเมืองพม่าในขณะนี้จึงเป็นช่วงอ่อนไหวมาก และส่งผลต่อกลุ่มชาติพันธุ์ชนกลุ่มน้อยทุกกลุ่ม
“การละเมิดสิทธิก็ยังมีอยู่ การบังคับจับคนเป็นโล่มนุษย์มีมากขึ้น หลายพื้นที่ทหารพม่าและกองกำลังชนกลุ่มน้อยบางส่วนที่เข้าร่วมเป็นกองกำลังรักษาชายแดน หรือบีจีเอฟ ร่วมกันรีดไถบังคับเอาทรัพย์สินของประชาชน ในเขตรัฐกะเหรี่ยงพื้นที่เมืองตองอูและสาละวินตอนใต้ใกล้เขตมอญ ชาวบ้านถูกจำกัด ไม่ได้รับอนุญาตให้ออกนอกพื้นที่หรือติดต่อค้าขาย หากจะออกจากพื้นที่หมู่บ้านไปทำไร่ทำนา ก็จำกัดข้าวสารให้พกติดตัวไปได้แค่เพียง 2 กระป๋อง และช่วงเดือน ก.ค.ที่ผ่านมา ในพื้นที่กองพล 5 (ตรงข้ามชายแดนไทยด้าน จ.แม่ฮ่องสอน) และกองพล 7 (ตรงข้าม จ.ตาก) พม่ายังยิงปืนใหญ่เข้าใส่เป้าหมายหมู่บ้าน สำหรับเคเอ็นยูแล้วการเลือกตั้งและตั้งรัฐบาลพลเรือนนั้นไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงเลย”
ปัญหาภายในที่ความไม่สงบทั้งจากความไม่เป็นเอกภาพระหว่างกองทัพและรัฐบาล อีกทั้งการโจมตีกองกำลังชนกลุ่มน้อย ต่างทำให้ช่วงเวลาหลังการเลือกตั้งเป็นต้นมา เกิดเหตุวินาศกรรม ลอบวางระเบิดขึ้นภายในประเทศพม่าหลายพื้นที่ โดยยังไม่มีกลุ่มใดแสดงความรับผิดชอบ ซึ่งเลขาธิการเคเอ็นยู ระบุว่า เป็นผลจากกลุ่มที่ไม่พอใจรัฐบาลมีเพิ่มมากขึ้นอีกหลายกลุ่ม
“เป็นสัญญาณต่อต้านรัฐบาล แสดงถึงการไม่เห็นด้วยและไม่ยอมรับกับรัฐบาลชุดนี้ ซึ่งอาจจะเกิดขึ้นมากกว่านี้ เพราะในประเทศพม่าก็มีกลุ่มที่ไม่เห็นด้วยกับรัฐบาลเยอะหลายกลุ่ม ไม่ใช่เฉพาะกองกำลังกลุ่มชาติพันธุ์เท่านั้น หรืออาจเป็นเพราะความขัดแย้งในกลุ่มรัฐบาลกันเอง หรือฝ่ายรัฐบาลอาจสร้างสถานการณ์ขึ้นมาเอง”
แม้ความขัดแย้งจะรุนแรง แต่ไม่นานนี้ซูจีก็ได้ทำจดหมายเปิดผนึกถึงกองกำลังกลุ่มชาติพันธุ์ 4 กลุ่ม คือ กลุ่มกะฉิ่น พรรคมอญใหม่ กองกำลังกู้ชาติรัฐฉาน และสหภาพแห่งชาติกะเหรี่ยง รวมทั้งสำเนาถึง พล.อ.เต็งเส่ง ประธานาธิบดีพม่า เรียกร้องให้ทุกกลุ่มยุติปัญหาขัดแย้งเพื่อพัฒนาประเทศ โดยจะช่วยเหลือเท่าที่จะช่วยได้
สำหรับเคเอ็นยู ซีโพหร่าเส่ง เห็นว่าประเด็นสำคัญที่ซูจีจะต้องระบุให้ชัดก็คือ การพัฒนาที่ว่านั้นคือการพัฒนาอะไร ระหว่างการเมืองซึ่งเป็นต้นเหตุของปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้น หรือพัฒนาเฉพาะด้านเศรษฐกิจ ซึ่งกลุ่มทุนต่างชาติกำลังพุ่งความสนใจมาที่พม่า
“ซูจีพูดเรื่องนี้ขึ้นมาหลังจากได้พบกับ พล.อ.เต็งเส่ง ก็เป็นไปได้ว่า พล.อ.เต็งเส่ง จะพูดเรื่องเจรจาขึ้นมา แต่การเจรจาคงจะเกิดจากซูจีไม่ได้ แต่จะต้องมาจากแรงกดดันจากอาเซียนหรือนานาชาติ สำหรับเคเอ็นยูมีจุดยืนที่แน่ชัดมาตลอด คือ การเจรจาจะต้องมี 3 ฝ่าย คือ รัฐบาลพม่า กลุ่มชาติพันธุ์ทุกกลุ่ม และตัวแทนพรรคเอ็นแอลดีของซูจี ทุกกลุ่มชาติพันธุ์เห็นว่าการสู้รบเกิดขึ้นเพราะพม่าส่งทหารเข้ารุกราน ซึ่งกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ ไม่ได้เป็นฝ่ายเริ่มการสู้รบก่อน ดังนั้นจึงต้องหยุดรบกันก่อนที่จะเจรจา ฝ่ายกะฉิ่นเสนอว่า รัฐบาลพม่าควรจะพูดคุยพร้อมกันทุกกลุ่ม มิใช่เจรจาแค่กลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง ซึ่งเคเอ็นยูเห็นด้วย ไม่ใช่หยุดยิง เจรจากับกลุ่มหนึ่ง แต่กลับทำสงครามกับกลุ่มอื่นๆ และประเด็นที่จะคุยกัน คือ การแก้ปัญหาการเมืองในประเทศ เพราะจะไม่มีประโยชน์เลยหากจะพูดคุยเจรจากันเพื่อเปิดทางให้เฉพาะการพัฒนาเศรษฐกิจ”
แต่หลังจากซูจีเสนอแนวทางดังกล่าว ก็น่าสังเกตว่า มีการประสานมาจากกลุ่มทุนที่เข้าไปลงทุนในพม่า เพื่อเสนอตัวเป็นตัวกลางให้เคเอ็นยูเปิดการเจรจากับรัฐบาลพม่า
“ยังไม่มีการประสานอย่างเป็นทางการ หรือจากตัวแทนรัฐบาล มีเพียงจากกลุ่มทุนและเจ้าหน้าที่ระดับล่าง ยกเรื่องการลงทุนมาคุยด้วย ถามว่าเราพร้อมจะเจรจาหรือไม่ เขาจะเป็นตัวกลางให้ แต่เคเอ็นยูไม่คุย เพราะไม่เห็นด้วยกับการพัฒนาเศรษฐกิจ ในขณะที่การเมืองยังเป็นปัญหาใหญ่ที่ทำให้มีการกดขี่ประชาชนทั้งประเทศ
สถานการณ์โดยทั่วไปของเคเอ็นยู อาจเรียกได้ว่ากำลังถูกรุกหนัก ไม่เพียงด้านการทหารที่ยังคงมีการสู้รบในหลายจุด ขณะที่ทางการเมือง พม่าได้ยื่นเงื่อนไข 3 ข้อ ให้ฝ่ายไทยดำเนินการ แลกกับการเปิดด่านเมียวดี ประตูการค้าสำคัญซึ่งมีมูลค่าสูงถึงปีละนับหมื่นล้านบาท”
ทั้งนี้ เงื่อนไขของฝ่ายพม่าก็คือ 1.ให้ไทยปิดศูนย์อพยพตามแนวชายแดนทั้งหมด 2.ส่งตัวผู้ลอบวินาศกรรมกรุงย่างกุ้งที่หลบหนีเข้ามาอยู่ในประเทศไทยให้พม่า และ 3.ดำเนินการกับแกนนำเคเอ็นยูในประเทศไทย ซึ่งเลขาธิการเคเอ็นยู ยืนยันว่า ไม่มีแกนนำเคเอ็นยูอยู่ในประเทศไทย อาจมีบ้างที่เข้ามาติดต่อธุระในพื้นที่ อ.แม่สอด จ.ตาก แต่ก็กลับออกไป ไม่ได้อยู่อาศัย อีกทั้งการปิดศูนย์อพยพ ไทยก็ควรพิจารณาว่าเป็นผลจากการกดดันโจมตีของพม่า
“อยากให้ไทยกลับไปมองว่า ทุกวันนี้ที่มีผู้ลี้ภัยเข้ามาจากการสู้รบ จากการกดดันของรัฐบาลพม่า แม้ภาพลักษณ์เปลี่ยนแปลง แต่การสู้รบก็ยังเกิดขึ้น จริงๆ แล้วใครกันแน่ที่ทำให้เกิดการสู้รบ ในเมื่อไทยมีนโยบายที่จะไม่ส่งผู้อพยพกลับโดยการบังคับ จึงต้องดูว่าสถานการณ์ในพม่าดีขึ้นหรือยัง อีกทางไทยอาจมองว่าการปิดด่านเมียวดีกระทบเศรษฐกิจ แต่ยังมีช่องทางส่งสินค้าออกอีกมากมาย พม่าอ้างว่าเคเอ็นยูใช้เมืองไทยเป็นฐานบัญชาการรบ แต่จริงๆ แล้วการสู้รบเกิดในพื้นที่ประเทศพม่า และการสั่งการทุกอย่างก็อยู่ในพื้นที่ ไม่ใช่พื้นที่ประเทศไทย”
เลขาธิการเคเอ็นยู ยืนยันว่า ในช่วง 30 ปีที่ผ่านมา เมื่อครั้งที่เคเอ็นยูสามารถควบคุมพื้นที่ตลอดแนวชายแดนได้เบ็ดเสร็จ ไทยไม่เคยมีปัญหาในเรื่องการลักลอบขนของผิดกฎหมาย ยาเสพติด การค้ามนุษย์ เพราะเคเอ็นยูช่วยป้องกันให้ แต่เมื่อเคเอ็นยูไม่ได้คุมพื้นที่ทั้งหมด ปัญหาเหล่านี้เพิ่มขึ้นหรือไม่ ซึ่งไทยก็ควรทบทวนจุดนี้ด้วย เพราะจะเป็นประโยชน์กับไทยมากกว่า
สถานการณ์พม่ายังคงชุลมุน การเมืองและการทหารยังคงขับเคลื่อนควบคู่กันไปอย่างเข้มข้น ภายใต้ทุนข้ามชาติขนาดมหึมาที่เตรียมกรีธาทัพเข้าครอบครอง







