
จลาจลอังกฤษลุกเป็นไฟ ภาพลักษณ์แดนผู้ดีทลาย
อังกฤษเดือดเป็นวันที่ 3 เหตุจลาจลเริ่มลุกลามไปหลายเมือง
อังกฤษเดือดเป็นวันที่ 3 เหตุจลาจลเริ่มลุกลามไปหลายเมือง
โดย...ทีมข่าวต่างประเทศ
อังกฤษเดือดเป็นวันที่ 3 เหตุจลาจลเริ่มลุกลามไปหลายเมือง ด้าน คาเมรอน เตรียมประชุมฉุกเฉินแก้สถานการณ์
เหตุจลาจลที่เกิดขึ้นในย่านทอตแนมของกรุงลอนดอน ได้ลุกลามไปยังหลายเมืองทั่วประเทศแล้ว อาทิ เมืองลิเวอร์พูล แมนเชสเตอร์ เบอร์มิงแฮม และบริสตอล โดยตำรวจได้ระดมกำลังกว่า 1,700 นาย เพื่อรับมือกับวิกฤตจลาจลครั้งนี้
ตำรวจนครบาลอังกฤษ เปิดเผยว่า กลุ่มวัยรุ่นชาวอังกฤษได้ออกมาก่อเหตุจลาจลเป็นคืนที่ 3 ติดต่อกัน โดยได้ทุบทำลายข้าวของและจุดไฟเผาอาคารและรถยนต์ตามท้องถนนในกรุงลอนดอนและอีกหลายเมืองทั่วประเทศ อีกทั้งยังได้ปล้นสะดมร้านค้าและปะทะกับตำรวจที่พยายามเข้าไปควบคุมสถานการณ์
“เป็นการกระทำที่ไร้เหตุผล พวกเขาเข้าโจมตีร้านค้าแทบไม่เลือกหน้า” เจ้าของร้านกาแฟแห่งหนึ่งให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าว ทั้งนี้ความรุนแรงได้ลุกลามไปยังหลายเมืองทั่วประเทศ โดยในเบอร์มิงแฮมนั้น วัยรุ่นได้เข้าปล้นร้านค้าจำนวนมาก และเกิดเหตุปะทะรุนแรงที่เมืองบริสตอลและลิเวอร์พูล
ทางด้านนายกรัฐมนตรี เดวิด คาเมรอน ได้บินกลับด่วนจากการพักผ่อนในวันหยุดที่อิตาลี เพื่อเข้าประชุมฉุกเฉินที่ทำเนียบรัฐบาลร่วมกับรัฐมนตรีมหาดไทย และรักษาการผู้บัญชาการตำรวจนครบาล เพื่อหามาตรการในการรับมือกับเหตุจลาจลครั้งเลวร้ายที่สุดในรอบ 20 ปี
“รัฐบาลกำลังจัดการปัญหาอย่างเร่งด่วน เพราะเหตุจลาจลที่เกิดขึ้นนั้นถือเป็นการฝ่าฝืนกฎหมายอย่างร้ายแรง” คาเมรอน กล่าว โดยขณะนี้ตำรวจได้จับกุมผู้ก่อความไม่สงบแล้วราว 450 คน
ทั้งนี้ เหตุจลาจลเริ่มต้นเมื่อคืนวันที่ 6 ส.ค. เมื่อประชาชนในย่านทอตแนมราว 200 คน ได้ออกมาประท้วงหน้าสถานีตำรวจ เนื่องจากไม่พอใจที่ตำรวจยิง มาร์ก ดักแกน หนุ่มท้องถิ่นวัย 29 ปี เสียชีวิต โดยตำรวจอ้างว่าผู้ตายนั้นได้เปิดฉากยิงตำรวจ
อย่างไรก็ตาม มีการเปิดเผยภายหลังว่า ดักแกนนั้นไม่ได้พกอาวุธปืน และไม่ได้แสดงท่าทีคุกคามเจ้าหน้าที่ตำรวจขณะถูกยิงเข้าที่ศีรษะ ผู้ชุมนุมจึงมองว่าการตายของดักแกนนั้นมีเงื่อนงำ อีกทั้งกล่าวหาตำรวจว่าปฏิบัติกับดักแกนอย่างไม่เป็นธรรม เพราะเป็นคนผิวสี
ต่อมาเหตุการณ์ได้บานปลาย เมื่อผู้ประท้วงได้จุดไฟเผารถตำรวจและอาคารร้านค้าหลายแห่ง อีกทั้งยังได้เกิดการปะทะกับตำรวจอย่างรุนแรง ส่งผลให้มีตำรวจบาดเจ็บ 35 นาย แม้ในเวลาต่อมาผู้ชุมนุมได้สลายตัว และเหตุการณ์ทำท่าว่าจะสงบ แต่หลังจากนั้นเพียงไม่ถึง 24 ชั่วโมง ผู้ชุมนุมก็ได้ออกมาประท้วงอีกครั้ง โดยได้เดินหน้าเผาอาคารหลายแห่ง และปล้นสะดมร้านค้าในเมือง
ทางด้านย่านทอตแนมนั้นเคยมีประวัติตึงเครียดกับตำรวจมาตั้งแต่อดีต โดยเป็นย่านที่อยู่อาศัยของคนผิวสี และมีอัตราการเกิดอาชญากรรมที่สูงมากเมื่อเทียบกับพื้นที่อื่นๆ ในกรุงลอนดอน ที่ผ่านมาประชาชนได้กล่าวหาตำรวจว่าเลือกปฏิบัติกับคนผิวสีมาตลอด โดยตำรวจนั้นมีประวัติเคยจับกุมคนผิวสีโดยไม่มีสาเหตุหลายครั้ง อีกทั้งยังเคยเกิดเหตุจลาจลครั้งใหญ่ที่นี่เมื่อปี 2541
แม้เหตุจลาจลในทอตแนมจะมีชนวนเหตุมาจากเรื่องการเหยียดสีผิว แต่เมื่อเหตุการณ์เริ่มยืดเยื้อและลุกลามไปยังเมืองอื่นๆ หลายฝ่ายจึงมองว่าปัญหาเรื่องเศรษฐกิจของประเทศก็เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ประชาชนลุกฮือขึ้นมาก่อความวุ่นวาย โดยกลุ่มผู้ก่อจลาจลซึ่งส่วนใหญ่เป็นวัยรุ่นนั้นได้แสดงความไม่พอใจที่รัฐบาลไม่สามารถแก้ปัญหาเรื่องการว่างงานในประเทศ และยังตัดลดสวัสดิการของประชาชนอีกด้วย
“นี่คือการปฏิวัติของชนชั้นแรงงาน เรากำลังกระจายความมั่งคั่งให้ประชาชน ทุกคนจะได้เท่าเทียมกัน” ปริน ฟิลิปส์ ผู้ชุมนุมคนหนึ่งกล่าว อีกทั้งผู้ชุมนุมอีกรายยังกล่าวว่า วัยรุ่นนั้นเกลียดและไม่ไว้ใจตำรวจมาเป็นเวลานานแล้ว
อย่างไรก็ตาม ก็มีประชาชนบางส่วนที่มองว่าผู้ชุมนุมบางคนโดยเฉพาะวัยรุ่นได้เข้าร่วมการชุมนุมเพราะความคึกคะนองเท่านั้น “นี่เป็นเพียงข้ออ้างสำหรับวัยรุ่นหลายคนเพื่อที่จะได้ขโมยของจากร้าน” ประชาชนในเมืองบริสตอลคนหนึ่งกล่าว
ทั้งนี้ ประเทศอังกฤษกำลังเผชิญกับความตึงเครียดในสังคมอย่างหนัก ภายหลังรัฐบาลได้ประกาศลดค่าใช้จ่ายภาครัฐ 80 ล้านปอนด์ (ราว 3,900 ล้านบาท) ภายในปี 2558 เพื่อลดตัวเลขการขาดดุล โดยการลดค่าใช้จ่ายครั้งนี้ก็ส่งผลให้ประชาชนได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง ไม่ว่าจะเป็นการตัดลดงบประมาณด้านการให้บริการสาธารณะ และสวัสดิการแรงงานต่างๆ
นอกจากนี้ หลายฝ่ายเกรงว่าเหตุจลาจลครั้งร้ายแรงนี้จะทำลายภาพลักษณ์ของอังกฤษเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะในช่วงที่อังกฤษกำลังจะเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันโอลิมปิกครั้งยิ่งใหญ่ในปี 2555 ที่จะถึงนี้ แต่ทางการอังกฤษออกมาให้ความมั่นใจว่า การจลาจลจะไม่ส่งผลกระทบต่อการเตรียมงานการจัดโอลิมปิก







