
โอบามาลงนามเพิ่มเพดานหนี้ฉิวเฉียด
สภาสูงผ่านร่างฯตามคาดหมายเตือนเศรษฐกิจมะกันจะดิ่งยาว
สภาสูงผ่านร่างฯตามคาดหมายเตือนเศรษฐกิจมะกันจะดิ่งยาว
โอบามา ลงนามผ่านกฎหมายเพิ่มเพดานหนี้ นักวิเคราะห์เตือนเศรษฐกิจซบแน่ หลังต้องตัดลดค่าใช้จ่ายนาน
ประธานาธิบดี บารัก โอบามา แห่งสหรัฐ ลงนามร่างกฎหมายเพิ่มเพดานหนี้อย่างน้อย 2.4 ล้านล้านเหรียญสหรัฐเป็นที่เรียบร้อยแล้วเมื่อ 3 ส.ค.นี้ ภายหลังจากที่วุฒิสภามีเสียงรับรองด้วยเสียงข้างมากตามความคาดหมาย ทำให้สหรัฐสามารถรอดจากการเป็นหนี้เสียได้อย่างหวุดหวิด
วุฒิสภาสหรัฐออกเสียงผ่านร่างกฎหมายดังกล่าวด้วยคะแนนเสียงข้างมาก 74 ต่อ 26 เสียง หลังจากที่สภาผู้แทนราษฎรผ่านไปแล้วในวันก่อนหน้าที่ 269 ต่อ 161 เสียง เปิดทางให้รัฐบาลสหรัฐสามารถเพิ่มเพดานหนี้ได้และสามารถกู้เพิ่มนำมาชำระหนี้พันธบัตรที่ครบการชำระเมื่อวันที่ 2 ส.ค.ที่ผ่านมา
อย่างไรก็ตาม โอบามา เตือนว่า การลงนามผ่านร่างกฎหมายดังกล่าวถือเป็นเพียงก้าวแรกบนหนทางอันยาวไกลของสหรัฐที่จะต้องเร่งฟื้นฟูเศรษฐกิจเท่านั้น
ทั้งนี้ ภายใต้ข้อตกลงเพิ่มเพดานหนี้ 2.4 ล้านล้านเหรียญสหรัฐนั้น สหรัฐยังจะต้องลดการใช้จ่ายของรัฐบาลด้วย อย่างน้อย 2.1 ล้านล้าน เหรียญสหรัฐภายในระยะเวลา 10 ปี ซึ่งจะทำให้การกระตุ้นเศรษฐกิจชะงักลงและอาจจะทำให้สหรัฐเข้าสู่ภาวะซบเซาเป็นระยะเวลานาน
มูดี้ส์ อินเวสเตอร์ เซอร์วิส บริษัทจัดอันดับเครดิตชื่อดังของสหรัฐได้ประกาศเมื่อ 3 ส.ค.นี้เช่นกันว่า เครดิตของสหรัฐจะยังคงอยู่ในระดับ AAA ต่อไป ทว่าได้ปรับลดคาดการณ์เครดิตในอนาคตลงมาอยู่ที่ติดลบ ซึ่งหมายความว่าสหรัฐอาจจะถูกลดอันดับเครดิตได้ภายในระยะเวลา 1-2 ปีนี้ หากวินัยทางการคลังยังคงหละหลวมหรือการเติบโตทางเศรษฐกิจนั้นถดถอยอย่างหนัก
ด้าน ฟิทช์ เรทติ้งส์ อีกหนึ่งบริษัทจัดอันดับเครดิตชื่อดังก็เตือนว่า ทางบริษัทจะยังคงจับตาอย่างใกล้ชิดต่อสถานการณ์การเงินในระยะยาวของสหรัฐ และขอให้สหรัฐเร่งคลอดแผนการลดปัญหาการขาดดุลงบประมาณในระยะยาว
คริสติน ลาการ์ด ผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็ม เอฟ) ได้กล่าวยกย่องสหรัฐที่สามารถผ่านมติเพิ่มเพดานหนี้ได้และไม่กลายเป็นหนี้เสียได้ในที่สุด โดยย้ำว่า ถือเป็นข่าวดีสำหรับทั้งสหรัฐและเศรษฐกิจโลก พร้อมกันนั้นลาการ์ดยังขอให้บรรดาผู้นำของสหรัฐช่วยกันร่างแผนการเงินที่ยั่งยืนเช่นกัน
ทั้งนี้ ทางด้านนักวิเคราะห์จากเจพี มอร์แกน เชส คาดการณ์ว่าจากข้อตกลงการลดค่าใช้จ่ายดังกล่าวของสหรัฐ จะส่งผลให้อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของสหรัฐในปีนี้จะลดลงราว 1.5% ด้วยเช่นเดียว กับนักวิเคราะห์รายอื่นๆ ที่เห็นว่าในครึ่งปีหลังของปี 2011 นี้ แนว โน้มเศรษฐกิจสหรัฐน่าจะอ่อนแอลงทันที







