posttoday
เส้นทางแห่งความภาคภูมิใจ

เส้นทางแห่งความภาคภูมิใจ

31 กรกฎาคม 2554

“ออกนอกประเทศยังง่ายกว่าไปทิเบต” เคยเป็นคำกล่าวติดปากชาวจีนมานานนับศตวรรษ โดยเฉพาะช่วงก่อนที่ทางรถไฟสายชิงไห่-ทิเบตจะเปิดใช้อย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 1 ก.ค. ปี ค.ศ. 2006 ยานพาหนะที่อยู่คู่สังคมจีนมาช้านานชนิดนี้ ถือเป็นของขวัญที่มีคุณค่าทางจิตใจต่อชาวทิเบตมาก เพราะก่อนหน้านี้ เขตปกครองตนเองทิเบตเป็นสถานที่เพียงแห่งเดียวของประเทศที่ไม่มีรถไฟแล่นผ่าน ชาวทิเบตนับสามล้านชีวิต ต่างตั้งหน้ารอคอยให้วันนั้นมาถึงอย่างใจจดใจจ่อ

“ออกนอกประเทศยังง่ายกว่าไปทิเบต” เคยเป็นคำกล่าวติดปากชาวจีนมานานนับศตวรรษ โดยเฉพาะช่วงก่อนที่ทางรถไฟสายชิงไห่-ทิเบตจะเปิดใช้อย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 1 ก.ค. ปี ค.ศ. 2006 ยานพาหนะที่อยู่คู่สังคมจีนมาช้านานชนิดนี้ ถือเป็นของขวัญที่มีคุณค่าทางจิตใจต่อชาวทิเบตมาก เพราะก่อนหน้านี้ เขตปกครองตนเองทิเบตเป็นสถานที่เพียงแห่งเดียวของประเทศที่ไม่มีรถไฟแล่นผ่าน ชาวทิเบตนับสามล้านชีวิต ต่างตั้งหน้ารอคอยให้วันนั้นมาถึงอย่างใจจดใจจ่อ

ปาโอวจู ชาวทิเบตวัย 63 ปีกล่าวด้วยสีหน้าที่เบิกบานว่า “พอรู้ข่าวว่ามีโครงการสร้างรถไฟสายดังกล่าว เขาถึงกับนอนไม่หลับไปหลายวัน แค่นึกถึงเสียงดังฉึกฉักๆ ของขบวนรถไฟ ได้นั่งยานพาหนะที่ขับเคลื่อนไปข้างหน้าด้วยความเร็ว.ก็ดีใจจนหาที่สุดไม่ได้แล้ว ถ้าเป็นเมื่อก่อน แค่คิดก็ยังไม่กล้าเลย ขอบคุณพรรคคอมมิวนิสต์จีน ขอบคุณรัฐบาล คาดว่าหลังจากทางรถไฟสายนี้สร้างเสร็จ หมู่บ้านของเขาคงจะมีรายได้จำนวนมหาศาลหลั่งไหลเข้ามาอย่างไม่ขาดสาย”

ครอบครัวชนเผ่าเลี้ยงสัตว์เร่ร่อนของก่าลั่วที่ใช้ชีวิตอยู่บนภูเขาถังกู่ลาซานที่สูงจากระดับน้ำทะเลถึง 5,000 กว่าเมตรตลอดสี่ชั่วอายุคน ก็ได้รับอานิสงส์จากการสร้างทางรถไฟสายนี้เช่นกัน เขากล่าวว่า “บรรพบุรุษของเขาไม่เคยมีโอกาสเดินทางออกจากสถานที่แห่งนี้เลย เขาเคยวาดฝันไว้ว่า วันหนึ่งจะมีโอกาสนั่งรถไฟไปถึงเมืองลาซาร์ และฝันก็เป็นจริง

เส้นทางแห่งความภาคภูมิใจ

นี่เป็นเพียงส่วนหนึ่งของเสียงสะท้อนความรู้สึกจากใจของชาวทิเบตที่อาศัยอยู่ในดินแดนที่ครั้งหนึ่งเคยได้ชื่อว่าแร้นแค้นที่สุดของประเทศ แต่อยู่มาวันหนึ่ง พวกเขาก็สามารถหลุดพ้นชีวิตแบบเดิมๆ ที่แสนจะล้าหลัง มีโอกาสได้ลืมตาอ้าปากเหมือนกับชาวจีนในพื้นที่อื่นๆ ของประเทศกับเขาเสียที

แม้ว่าทิเบตจะมีพื้นที่มากถึง 1 ใน 8 ของประเทศ แต่ความกว้างใหญ่กลับไม่ได้ช่วยให้เศรษฐกิจของเขตปกครองแห่งนี้เฟื่องฟู ตรงกันข้าม สาธารณูปโภคพื้นฐานจัดอยู่ในระดับต่ำกว่ามาตรฐานมาก เนื่องจากการคมนาคมไม่สะดวก สินค้าจากพื้นที่ส่วนอื่นๆ ของประเทศเข้าไปไม่ถึง การเดินทางเข้าออกทิเบตก็เป็นไปอย่างยากลำบาก สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นอุปสรรคที่ทำให้เศรษฐกิจทิเบตไม่ได้รับการพัฒนา และจัดอยู่ในกลุ่มมณฑลที่ยากจนของประเทศ

ด้วยเหตุนี้ คณะรัฐบาลทุกยุคทุกสมัยต่างปรารถนาที่จะพัฒนาการคมนาคมของทิเบตมาโดยตลอด แต่ด้วยข้อจำกัดทางด้านงบประมาณ ลักษณะทางภูมิประเทศและภูมิอากาศ ปัญหาทางเทคนิคการก่อสร้างที่ขาดความทันสมัย ฯลฯ ล้วนเป็นอุปสรรคต่อการสร้างทางรถไฟสายนี้ทั้งสิ้น เบื้องต้นมีการลงมือสร้างทางรถไฟสายซีหนิง-เก๋อเอ่อร์มู่ (มณฑลชิงไห่) ที่มีความยาว 846 กิโลเมตรในปี ค.ศ. 1958 และเปิดใช้งานในปี ค.ศ. 1984 ถือเป็นทางรถไฟสายเดียวที่มีบทบาทตลอดระยะเวลา 17 ปีก่อนที่จะมีการสร้างทางรถไฟสายชิงไห่ทิเบต (เรียกย่อๆ ว่า ทางรถไฟสายชิงจั้ง) แม้จะเป็นระยะทางที่ไม่ยาวนัก แต่ก็มีความหมายอย่างยิ่งยวดต่อการลำเลียงสินค้าไปส่งถึงมือผู้บริโภคในทิเบต

ต่อมาในเดือน ก.พ. ปี ค.ศ. 2001 คณะรัฐบาลมีมติเห็นชอบให้สร้างทางรถไฟข้ามผ่านดินแดน “หลังคาโลก” หรือที่รู้จักกันในนาม “ทางรถไฟสายชิง-จั้ง” ระยะที่ 2 โดยเริ่มสร้างต่อจากเก๋อเอ่อมู่ไปสิ้นสุดที่ลาซาร์ มีความยาว 1,142 กิโลเมตร เป็นผลให้ระยะทางตลอดทั้งสายมีความยาวรวม 1,956 กิโลเมตร ในจำนวนนี้มีพื้นที่ที่อยู่สูงกว่าระดับน้ำทะเลมากกว่า 4,000 เมตรมากถึง 965 กิโลเมตร ปากภูเขาถังกู่ลาซาน ซึ่งตั้งอยู่สูงกว่าระดับน้ำทะเลมากที่สุดมีความสูงถึง 5,072 เมตร ถือเป็นสถานีรถไฟที่มีความสูงที่สุดในโลก รถไฟสายดังกล่าวสร้างสถิติการเป็นทางรถไฟที่ตั้งอยู่สูงกว่าระดับน้ำทะเลมากที่สุดในโลก

ทางรถไฟสายเศรษฐกิจนี้วิ่งผ่านมณฑลชิงไห่และเขตปกครองตนเองทิเบต เชื่อมต่อการคมนาคมระหว่างดินแดนเหล่านี้กับดินแดนแห่งอื่นของประเทศ คลี่คลายปัญหาการคมนาคมที่เรื้อรังมานานปีของดินแดนแห่งนี้ การสร้างทางรถไฟสร้างสายชิงจั้งถือเป็นการลงทุนด้วยเม็ดเงินจำนวนมหาศาล ซึ่งหลายฝ่ายเป็นกังวลว่าจะเป็นการสิ้นเปลืองงบประมาณแผ่นดินมากเกินความจำเป็น แต่หากมองกันในระยะยาว ก็น่าจะได้ผลตอบแทนที่คุ้มค่า เพราะจะช่วยให้แหล่งทรัพยากรธรรมชาติที่มีอยู่อย่างอุดมสมบูรณ์ในดินแดนแห่งนี้สามารถนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด กระตุ้นให้เกิดการขยายตัวในภาคการผลิต ผลักดันให้เกิดการลงทุนของชาวต่างชาติ ทั้งยังเป็นการเพิ่มเสถียรภาพทางการทหารได้อีกทางหนึ่ง เนื่องจากสามารถลำเลียงสินค้าที่มีน้ำหนักมากถึง 5 ล้านตันต่อปี และลำเลียงทหารมากถึง 12 กอง ภายในเวลา 1 เดือน เข้าสู่ทิเบต ถือเป็นการเตรียมพร้อมในการรับมือปัญหาชายแดนระหว่างจีนอินเดียที่ยืดเยื้อมาเป็นเวลานานอีกด้วย

เส้นทางแห่งความภาคภูมิใจ

ขณะที่รถไฟแล่นอยู่นั้น เราสามารถชื่นชมทัศนียภาพที่มีความหลากหลาย ซึ่งปรากฏให้เห็นตลอดสองข้าง ไม่ว่าจะเป็นทะเลทรายที่มองไปไกลสุดลูกหูลูกตา ภูเขาที่มีหิมะสีขาวโพลนปกคลุมอยู่ รวมไปถึงทุ่งหญ้าสีเขียวขจี เป็นความงามทางธรรมชาติที่หาชมได้ยาก ทั้งยัง วิ่งผ่านเขตอนุรักษ์ทางธรรมชาติเข๋อเข่อซีหลี่ มองเห็นสัตว์สงวนอย่างละมั่ง ลาทิเบต ฯลฯ ที่อยู่รวมกันเป็นฝูง รวมถึงต้นน้ำของแม่น้ำสายใหญ่ของประเทศอย่างแยงซีเกียงและฮวงโห แค่ฟังก็รู้สึกอยากเดินทางไปสัมผัสบรรยากาศด้วยการเดินทางไปกับรถไฟสายนี้แล้ว

แต่กว่าที่ทางรถไฟสายประวัติศาสตร์สายนี้จะแล้วเสร็จ เหล่าทหารที่เป็นแรงงานหลักในการก่อสร้างต้องผ่านความยากลำบากนานัปการ เริ่มจากการเอาชนะสภาวะอากาศที่แสนโหดร้าย โดยเฉพาะในเดือน ก.ค. ซึ่งตรงกับฤดูฝน ยามใดที่เมฆหมอกลอยมาปกคลุม ย่อมเป็นสัญญาณแสดงว่าฝนกำลังตั้งเค้า ฝนที่ตกบนที่ราบสูงแห่งนี้ จะตกวันละ 23 ครั้ง หรือบางทีตกนับสิบครั้งในหนึ่งวันก็มี ถือเป็นการเพิ่มความลำบากในการก่อสร้างเป็นทวีคูณ

นอกจากนี้ ยังต้องทำงานภายใต้สภาวะอากาศที่มีปริมาณออกซิเจนเพียงร้อยละ 50 เมื่อเทียบกับภาคพื้นดินทั่วไป โดยเฉพาะการก่อสร้างทางรถไฟที่ลอดผ่านอุโมงค์บริเวณเขาคุนหลุนที่สูงกว่าระดับน้ำทะเลถึง 4,600 เมตรนั้น พวกเขาต้องแบกถังออกซิเจนที่มีน้ำหนัก 5 กิโลกรัมไว้บนหลัง ก่อสร้างไปพลาง สูดออกซิเจนเข้าปอดไปพลาง รวมไปถึงการทำงานภายใต้สภาพแวดล้อมที่อุณหภูมิเฉลี่ยอยู่ที่ระดับต่ำกว่า 0 องศาเซลเซียส แรงลมและพายุทรายคอยกวนใจ แสงแดดที่แผดเผาอย่างรุนแรง โรคระบาด ฯลฯ ปัจจัยที่กล่าวถึงเหล่านี้ล้วนส่งผลให้ดินแดนแห่งนี้กลายเป็นเขตที่ไม่เหมาะแก่การดำรงชีวิตของมนุษย์เป็นอย่างยิ่ง

ถ้าลองสังเกตสีของตัวรถไฟขบวนนี้จะพบว่า ทาด้วยสีเขียวตลอดทั้งขบวน เหตุที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะสีเขียวเป็นสีของเครื่องแบบทหารจีน เพื่อรำลึกถึงหยาดเหงื่อแรงกายและความเสียสละของทหารหาญที่ฟันฝ่าความยากลำบากและปัญหาเรื่องแล้วเรื่องเล่าที่เกิดขึ้นระหว่างกระบวนการก่อสร้าง ถือเป็นการเตือนใจให้ชาวจีนไม่ลืมความเสียสละของพวกเขาเหล่านี้

เชื่อว่า บนโลกใบนี้ คงไม่มีทางรถไฟสายใดที่สามารถสร้างความประทับใจและหลงเหลือร่องรอยแห่งความทรงจำได้ดีเท่ากับทางรถไฟสายชิงไห่ทิเบต การวิ่งผ่านรางที่คดเคี้ยวไปตามป่าเขาลำเนาไพรของดินแดนที่ได้ชื่อว่าสูงจากระดับน้ำทะเลมากที่สุดในโลก ข้ามผ่านเขตหวงห้ามที่ไม่เหมาะแก่การดำรงชีวิตของมนุษย์

ช่างเป็นความน่าภาคภูมิใจของชาวจีนทุกผู้ทุกนามเสียนี่กระไร

 

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท