
ญี่ปุ่นครบเครื่อง
หลังจากไปเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำที่โทบะกันแล้ว ตามความจริงต้องกลับโรงแรมเลย
หลังจากไปเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำที่โทบะกันแล้ว ตามความจริงต้องกลับโรงแรมเลย
แต่พอดีคณะของเราอยากรู้จักกับ “อามะ” ให้มากขึ้น การท่องเที่ยวจังหวัดอิเสะก็เลยใช้กำลังภายในจัดให้เราไปเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์ของอามะ และทดลองชิมอาหารทะเลสดๆ กันในบ้านพักของเหล่าสาวน้อยอามะกันด้วย
พิพิธภัณฑ์ที่ว่านี้ ไม่ใหญ่เท่าไหร่นัก แต่ก็พอจะให้เราทราบถึงวิถีของเหล่าอามะในยุคก่อนหน้านี้ ว่าเขามีชีวิตความเป็นอยู่กันอย่างไร เครื่องไม้เครื่องมือที่ใช้ทำมาหากินหน้าตาแบบไหน พวกเขามีกันกี่คน และอยู่ที่ไหนกันบ้าง พอได้ความรู้ความเข้าใจ และเพราะมีไกด์ดีอย่างเฮียฮวด ที่ชำนาญงานถามตรงเป้าที่เราต้องการ ก็เลยได้ข้อมูลประกอบการถ่ายทำรายการมากพอ จากนั้นก็ถึงเวลาที่จะได้พบ อามะตัวจริงเสียงจริง พอได้เจอปุ๊บคุณเป็กร้องโอ๊ยปั๊บเลยครับ เพราะอามะที่เราเจอตอนอยู่ที่เกาะไข่มุกมิกิโมโตะนั้น ทั้งสูงทั้งสาว แต่อามะที่เราเจอที่นี่ ต้องเรียกว่า อามะรุ่นอาม่าเลยครับ เพราะเป็นอามะที่มากประสบการณ์ สูงทั้งคุณวุฒิและวัยวุฒิ เล่นเอาทีมงานมีเฮ เพราะคุณเป็กแกหมายมั่นปั้นมือจะได้สัมภาษณ์สาวๆ แต่เอาหละ ไม่สาวก็ไม่เป็นไร สัมภาษณ์ให้เสร็จๆ กันไป จะได้ไปทานอาหารทะเล พอสัมภาษณ์
ไปสักระยะก็ทราบว่า คนเป็นอามะนั้น ไม่ง่ายเลย ที่สงสัยกันว่าทำไมอามะที่เราเห็นเขาโชว์กันที่เกาะมิกิโมโตะนั้น ถึงได้โชว์กันสั้นนัก อยู่ในน้ำแค่ 10-15 นาที ก็ต้องกลับกันแล้ว มันขึ้นอยู่กับประสบการณ์ครับ คนธรรมดาดำน้ำโดยไม่มีเครื่องช่วยหายใจจะอยู่ได้ไม่นาน แต่บรรดาอามะจะดำน้ำได้อึดกว่าหลายเท่าตัว อามะรุ่นใหญ่เหล่านี้เล่าให้เราฟังว่าเดิมทีการประกอบสัมมาอาชีพนั้นดำเนินโดยบุรุษเพศมาตลอด แต่วันที่ทำมาหากินลำบากขึ้น สตรีเพศก็อยากลุกขึ้นมาแบ่งเบา ครั้นจะไปทำงานหนัก ทำไร่ไถนาแบกหาม คุณสามีหรือบิดาก็ไม่อยากให้ไปตรากตรำ ก็เลยเริ่มต้นช่วย ด้วยการเก็บปูเก็บหอยริมทะเล แล้วก็ค่อยๆ ลงไปลึกขึ้นๆ จนเกิดความชำนาญสามารถดำน้ำเก็บหอยและสัตว์น้ำเปลือกแข็งอื่นๆ ในทะเลลึกได้ จากเดิมที่แค่แบ่งเบาภาระก็กลายมาเป็นอาชีพที่จริงจัง จนในที่สุดก็เกิดกลุ่มก๊วนอามะขึ้นทั่วไปในเขตจังหวัดมิเอะ และกลายเป็นอาชีพที่โดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ในที่สุด
หลังจากสัมภาษณ์อาม่า...เอ้ย อามะ เรียบร้อยแล้วก็ถึงเวลาไปเยี่ยมกระท่อมอามะ (Ama Hut) กันบ้าง บอกตรงๆ ว่าตัวกระท่อมไม่มีอะไรชวนให้ประทับใจเลย เพราะมันเหมือนกับบ้านไม้ชั้นเดียวโล่งๆ มีของประดับนิดหน่อยพอเป็นพิธีและมีเตาไฟอยู่ตรงกลาง เหตุผลสำคัญของการมีอยู่ก็คือ มีไว้รับนักท่องเที่ยวเท่านั้น เป็นกิจกรรมที่ให้นักท่องเที่ยวได้มาชมพิพิธภัณฑ์พร้อมทานอาหารในกระท่อม แรกๆ ผมก็ผิดหวัง แต่พอเห็นอาหารทะเลที่เขานำมาเตรียมย่างให้เราทานก็เริ่มสนใจ เพราะมีทั้งปลา ปลาหมึก หอย และเป๋าฮื้อ ความน่าสนใจที่แท้จริงไม่ได้อยู่ที่อาหารตรงหน้าครับ แต่อยู่ที่บรรยากาศระหว่างการย่าง อามะทั้งสองท่านก็จะพูดคุยกับเรา เล่าประสบการณ์ชีวิตให้เราฟัง เหมือนนั่งฟังผู้ใหญ่เล่านิทานเลยครับ ฟังไปกลิ่นหอมของอาหารทะเลก็เริ่มโชยมา ฟังไปกินไป จากที่ไม่น่าสนใจก็กลายเป็นออกรสออกชาติ การฟังรู้เรื่องบ้างไม่รู้เรื่องบ้างก็กลายเป็นคุยกันถูกอกถูกใจ ต้องยอมรับว่าญี่ปุ่นเขาสามารถทำเรื่องธรรมดาให้น่าสนใจได้ดีทีเดียว โดยเฉพาะตอนเป๋าฮื้อดิ้นกระดึ๊บๆ อยู่บนตะแกรง อามะบอกว่า นี่เป็นระบำที่ทั้งน่ากลัวและน่ากิน เรียกว่าระบำจากนรก เพราะสังเวยชีวิตของเป๋าฮื้อบนกองไฟ แต่ได้มาซึ่งความสดและอร่อย แบบนี้หาได้ทีนี่ที่เดียวครับ
เสร็จจากการเยี่ยมชมกระท่อมอามะแล้ว เราก็รีบเร่งเดินทางกลับที่พักที่โรงแรมมิสุหงิ รีสอร์ต (Misugi Resort) กันอีกครั้ง หลังจากแวบไปนอนที่อื่นมา 1 คืน เพราะค่ำนี้เรามีนัดกับ 2 สุดยอดของจังหวัดมิเอะ เนื้อมัทสึซากะ (Matsusaka Beef) และกุ้งอิเสะ (Ise Lobster) เป็นมื้ออำลาอย่างเป็นทางการ พอถึงที่พักเก็บข้าวเก็บของเข้าห้องแล้ว เราก็รีบตรงดิ่งไปที่ห้องครัวของรีสอร์ตทันที คุณรอย นาคะงาวะ
(Nakagawa Roy) รอพวกเราอยู่พร้อมกับกุ้งอิเสะ 2 ตัวเป้งๆ พร้อมพ่อครัวซึ่งจะมาทำหน้าที่มือสังหาร ทำซาชิมิกุ้งอิเสะให้เราทาน พ่อครัวบรรจงลงมีดอย่างชำนาญ ตัดหัวและปอกเปลือกกุ้งจนล่อนจ้อนเหลือแต่เนื้อใสๆ แล้วแล่เป็นชิ้นบางๆ วางข้างหัวกุ้งที่ยังกระดิกหนวดอยู่ให้เห็น คุณเป็กเป็นคนประเดิม คีบเนื้อกุ้งชิ้นแรกจิ้มโชยุบางๆ ใส่ปาก ทำเอาผมและทีมงานท่านอื่นๆ อิจฉาตาร้อน แอบนับชิ้นที่เหลืออยู่ในจาน ก็โล่งใจว่าพอเหลือให้เราได้ลองชิมด้วย รสชาติของกุ้งสดๆ ทั้งกรอบและหวาน เนื้อเด้งสะท้อนดีดกระดอนอยู่ในปาก อร่อยมากๆ เลยครับ หลายคนที่เคยบอกว่ากุ้งล็อบสเตอร์นั้นสู้กุ้งแม่น้ำบ้านเราไม่ได้ แสดงว่ายังไม่เคยลองกุ้งอิเสะ หรือ Ise Ebi เพราะถึงแม้ตัวจะไม่ใหญ่เท่าล็อบสเตอร์ แต่เนื้อกุ้งอิเสะนี่ดีกว่ากันมาก แถมไม่มีความคาวเลยแม้แต่น้อย กินชิ้นเดียวไม่พอผมขออีก 2 อยากกินอีกแต่ต้องอดใจ เพราะเดี๋ยวต้องย้ายไปอีกครัวเพื่อลองสุดยอดเนื้อวัวมัทสึซากะ
สัปดาห์นี้เนื้อที่หมด ขอติดตอนสุดท้ายของจังหวัดมิเอะกับสุดยอดเนื้อวัวมัทสึซากะและอีกหนึ่งสุดยอดของอร่อยที่คนไทยไม่เคยรู้มาก่อน จะเป็นอะไรขออุบไว้ฉบับหน้า และใครที่อยากติดตามชมรายการท่องเที่ยวจังหวัดมิเอะ ลองคลิกเข้าไปที่ www.holidayjapan.tv มีให้ดูกันจุใจครับ







