posttoday
เศรษฐกิจจีน ความร้อนแรงที่ไม่ยั่งยืน

เศรษฐกิจจีน ความร้อนแรงที่ไม่ยั่งยืน

31 กรกฎาคม 2554

ท่ามกลางสภาพเศรษฐกิจที่ปั่นป่วนและเอาแน่เอานอนไม่ได้

ท่ามกลางสภาพเศรษฐกิจที่ปั่นป่วนและเอาแน่เอานอนไม่ได้

โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสถานการณ์ที่เสาหลักของตลาดโลกอย่างสหรัฐและยุโรปกำลังปวดหัวกับปัญหามรสุมหนี้รุมเร้า ประเทศจีนดูจะเป็นประเทศหนึ่งเดียวที่ยังคงแข็งแรงดีอยู่

ความแข็งแกร่งที่ว่า ยืนยันได้จากเงินทุนสำรองระหว่างประเทศที่มีมูลค่าสูงถึง 3.2 แสนล้านเหรียญสหรัฐ พร้อมๆ กับการเติบโตทางเศรษฐกิจถึง 9.5% ในช่วงไตรมาส 2 ของปี 2554 เรียกได้ว่าเป็นการเติบโตทางเศรษฐกิจที่พุ่งทะยานแรงกว่าบรรดาประเทศพัฒนาแล้วทั้งหลาย

การเติบโตอย่างต่อเนื่องในช่วงไม่กี่ปีที่ ผ่านมาของพญามังกรแห่งแดนตะวันออก ทำให้จีนดูจะเป็นประเทศเดียวที่สามารถฟันฝ่าวิกฤตเศรษฐกิจโลกในขณะนี้ได้ อีกทั้งยังกลายเป็นแม่แบบให้หลายๆ ประเทศจับตามองและศึกษาด้วยความสนใจ ขณะที่บางประเทศถึงขนาดเตรียมลอกเลียนแบบเพื่อผลักดันประเทศตนเองให้โตอย่างก้าวกระโดดแบบจีนบ้าง

เศรษฐกิจจีน ความร้อนแรงที่ไม่ยั่งยืน

อย่างไรก็ตาม ในทัศนะของผู้เชี่ยวชาญและนักวิเคราะห์ส่วนหนึ่งกลับมองว่า แบบแผนทางเศรษฐกิจที่จีนนำมาใช้จนผลักดันให้ประเทศเติบโตแบบพรวดพราดนี้มีแนวโน้มที่จะทำให้จีนล้มครืนได้โดยง่าย

เหตุที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะเมื่อพลิกตำราผ่าแผนเศรษฐกิจของจีนขึ้นมาดู นักเศรษฐศาสตร์ต่างพบว่าการเติบโตที่เป็นไปทุกวันนี้ของจีนพึ่งพาภาคการลงทุนมากจนเกินไป ซึ่งเห็นได้จากแผนนโยบายของประเทศที่กระตุ้นให้กิจการภาครัฐและธุรกิจแห่กู้เงินเพื่อนำไปปรับปรุงสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานของประเทศแทบทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นการสร้างถนน หรือขยายกิจการ

เฟรเซอร์ โฮวีย์ นักเขียนและนักวิเคราะห์เศรษฐกิจทุนนิยมสีแดงแบบจีน เห็นว่า การเน้นพึ่งแต่ภาคลงทุนของจีนดังกล่าวทำให้ความแข็งแกร่งของพญามังกรกำลังเดินไปในทิศทางที่ไม่ถูกต้อง แม้ว่าวิธีการดังกล่าวจะเคยช่วยให้จีนรอดพ้นจากวิกฤตเศรษฐกิจมาก่อนแล้วก็ตาม

ทั้งนี้ เมื่อครั้งโลกเกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอยเมื่อปี 2551-2552 ประเทศจีนสามารถประคองตัวรอดพ้นจนสามารถก้าวขึ้นมาเป็นหนึ่งได้ในทุกวันนี้ เป็นเพราะจีนใช้กลยุทธ์ปล่อยสินเชื่อมหาศาลให้กับโครงการสร้างถนนทางหลวง สร้างรถไฟความเร็วสูง และโครงการอสังหาริมทรัพย์ต่างๆ ซึ่งช่วยให้เกิดบรรยากาศการลงทุน อันจะเป็นการกระตุ้นการบริโภคของประชาชนภายในประเทศอย่างมหาศาล

ทว่า การที่จีนหวังยังคงเดินหน้าใช้วิธีการดังกล่าวอยู่ในขณะนี้ดูจะกลายเป็นการเดิมพันที่เสี่ยงอยู่ไม่น้อย

“ถ้าหากว่าคุณได้ศึกษาถึงแผนโครงการก่อสร้างสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานของประเทศจีนให้ดี คุณก็จะเห็นว่าบรรดาธนาคารต่างๆ ยอมปล่อยกู้ให้กับโครงการเหล่านี้อย่างง่ายดายโดยไม่มีเงื่อนไขมากนัก เพราะเชื่อว่าเป็นการยืมที่ปราศจากความเสี่ยงใดๆ เนื่องจากรัฐบาลจีนเป็นผู้รับประกันเอง” แพทริก โชวาเนก ผู้ช่วยศาสตราจารย์ประจำมหาวิทยาลัยซิงหัว ในกรุงปักกิ่ง กล่าว

ทั้งนี้ ในทัศนะของโชวาเนกยอมรับว่า การปล่อยสินเชื่อของบรรดาธนาคารหรือสถาบันทางการเงินเหล่านี้มีส่วนช่วยเสริมสร้างตัวเลขการเติบโตของประเทศ ทว่าในขณะเดียวกันวิธีการดังกล่าวได้ทำให้เกิดปัญหาก้อนใหญ่สู่ประเทศจีนด้วยเช่นกัน

ปัญหาที่ว่าก็คือ ความเสี่ยงถึงปัญหาหนี้เน่า โดยเมื่อเดือน มิ.ย.ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ผู้ตรวจสอบบัญชีของทางการจีนระบุว่ารัฐบาลท้องถิ่นของประเทศกำลังแบกรับภาระหนี้ก้อนใหญ่ถึง 10.7 แสนล้านหยวน (ราว 4.9 ล้านล้านบาท) ภายในปี 2553 ซึ่งถือเป็นจำนวนที่สูงมากจนเจ้าหน้าที่ไม่วายมีคำเตือนออกมาว่าในจำนวนหนี้ทั้งหมดบางส่วนอาจกลายสภาพเป็นหนี้เสียได้

นอกจากนี้ หลังจากคำเตือนเพียงไม่กี่วัน มูดี้ส์ หนึ่งในบริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือชั้นนำของโลกยังออกมากล่าวว่า ตัวเลขหนี้รัฐบาลท้องถิ่นที่จีนประกาศออกมานั้นอาจน้อยกว่าความเป็นจริง โดยหนี้ทั้งหมดที่มูดี้ส์ประเมินออกมาได้นั้นมีมูลค่าสูงถึง 5.416 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 161 ล้านล้านบาท)

“ปัญหาที่เกิดขึ้นต่างจากที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วในปี 2552 โดยปัญหาล่าสุดที่เกิดขึ้นเมื่อปี 2553 และต่อเนื่องมาจนถึงปี 2554 นี้ ก็คือปัญหาดังกล่าวกลายเป็นเรื่องธรรมดาสามัญที่ไม่มีใครใส่ใจว่ามันเป็นปัญหา” โชวาเนก กล่าว อีกทั้งยังได้ระบุเพิ่มเติมว่า แนวทางผลักดันให้เศรษฐกิจเติบโตขึ้นของจีน โดยกระตุ้นให้มีการกู้ยืมเงินมากขึ้นนี้เป็นหนทางแบบใหม่ แต่ก็ไม่ใช่หนทางที่จะทำให้เศรษฐกิจของประเทศโตอย่างยั่งยืนได้

อย่างไรก็ตาม ช่วงต้นปีที่ผ่านมาความหวาดกลัวต่อภาวะข้าวยากหมากแพง หรือก็คือภาวะเงินเฟ้อ ซึ่งตัวเลขล่าสุดในเดือน มิ.ย. พุ่งสูงขึ้นไปถึง 6.4% ส่งผลให้รัฐบาลจีนจำต้องงัดมาตรการควบคุมเงินเฟ้อออกมาใช้อย่างเต็มที่ เนื่องจากเกรงว่าหากประชาชนเกิดความไม่พอใจต่อราคาสินค้าข้าวของที่แพงแบบหูดับตับไหม้อาจนำไปสู่การก่อเหตุจลาจลวุ่นวายภายในประเทศเหมือนที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วในอดีต

ทั้งนี้ มาตรการที่นำมาใช้นี้ หมายรวมถึงการขึ้นอัตราดอกเบี้ย และการขึ้นอัตราสำรองเงินฝากของธนาคาร ซึ่งมีผลกระทบทำให้เศรษฐกิจของประเทศที่เคยร้อนแรงต้องชะลอการเติบโต จนทำให้ความหวาดกลัวต่อการเติบโตที่เร็วเกินไปของจีนลดลง แต่ก็ทำให้ความกังวลว่าเศรษฐกิจของประเทศอาจจะสะดุดตัวลงแบบ Hard Landing หรือซบเซายาวแบบไม่ฟื้นได้

แม้ว่ารัฐบาลจีนจะพยายามแก้ไขด้วยการกำหนดเงื่อนไขแผนยุทธศาสตร์การเติบโตทางเศรษฐกิจในอีก 5 ปีข้างหน้า โดยเน้นการเพิ่มอำนาจซื้อของประชาชน และการพัฒนาภาคบริการและสวัสดิการสังคม เพื่อให้เป็นรถจักรสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ แต่แผนการดังกล่าวดูจะยังไม่ได้ผลเท่าไรนัก

ทั้งนี้ หลายเดือนที่ผ่านมาดัชนีชี้วัดทางเศรษฐกิจหลายตัว เช่น ตัวเลขภาคการผลิต การลงทุน หรือการส่งออก ยังคงเดินหน้าปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และมากกว่าตัวเลขการใช้จ่ายของประชาชนทั้งประเทศ

ผลลัพธ์ที่ได้ส่งผลให้ ไมเคิล เพททิส ศาสตราจารย์จากวิทยาลัยการจัดการกวงหัว มหาวิทยาลัยปักกิ่ง เห็นว่า เป็นเรื่องที่ยากหากเศรษฐกิจของจีนนับจากนี้จะเติบโตโดยพึ่งพาตัวเลขการลงทุนในด้านต่างๆ ให้น้อยลง ขณะที่การเติบโตในสภาพการณ์ดังกล่าวก็คล้ายจะรับประกันได้อย่างหนึ่งว่า เศรษฐกิจแข็งแกร่งที่เห็นอยู่นี้จะเป็นไปแบบไม่ยั่งยืน

แน่นอนว่า ในสภาพวิกฤตเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นนี้ ลูกไม้เดิมๆ ที่รัฐบาลจีนเคยใช้ได้ผลมาแล้วเมื่อปี 2551 อย่างการให้กู้เพื่อผลักเงินมหาศาลเข้าสู่ระบบ อาจช่วยให้รัฐบาลจีนรอดพ้นจากวิกฤตเศรษฐกิจในครั้งนี้ ทว่า เงินจำนวนมหาศาลที่อัดเข้าสู่ระบบจะไม่ก่อให้เกิดผลกำไรใดๆ กับรัฐบาลนอกจากภาระหนี้มหาศาล และเป็นสิ่งที่นักวิเคราะห์เชื่อกันเหลือเกินว่าเป็นการสิ้นเปลืองทรัพยากร และทำให้ยักษ์ใหญ่เช่นจีนล้มได้ในที่สุด

 

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท