
ฉลุย7ล้านล.ต่อชะตายุโรป
ช่วยกรีซสกัดหนี้ลาม-ยอมรับเสี่ยงผิดนัดชำระหนี้
ช่วยกรีซสกัดหนี้ลาม-ยอมรับเสี่ยงผิดนัดชำระหนี้
ผู้นำอียูบรรลุข้อตกลง อนุมัติ 1.59 แสนล้านยูโร ช่วยกรีซรอบสองสกัดหนี้ลาม ไม่หวั่นแม้ต้องเสี่ยงผิดนัดชำระหนี้
ผู้นำประเทศสมาชิกกลุ่มสหภาพยุโรป (อียู) บรรลุข้อตกลงอนุมัติเงินช่วยเหลือหนี้กรีซรอบสอง จำนวน 1.59 แสนล้านยูโร (ราว 6.8 ล้านล้านบาท) โดยในจำนวนนี้ได้จากอียูและกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) 1.09 แสนล้านยูโร (ราว 4.69 ล้านล้านบาท)
นอกจากนี้ ภาคธนาคารพาณิชย์ยังมีส่วนช่วยอีก 5 หมื่นล้านยูโร (ราว 2.15 ล้านล้านบาท) โดยจะเปลี่ยนจากการถือครองพันธบัตรที่มีกำหนดชำระในปี 2563 มาเป็นพันธบัตรใหม่ที่มีกำหนดชำระอีก 30 ปี ด้วยความสมัครใจ ภายใต้การรับประกันจากรัฐบาลและเพื่อให้กรีซลดภาระในการใช้หนี้คืนอียูและไอเอ็มเอฟ ทางที่ประชุมอียูได้ตกลงยืดระยะเวลาการชำระเงินคืนจาก 7 ปีครึ่ง เป็นระหว่าง 15-30 ปี พร้อมทั้งลดอัตราดอกเบี้ยจาก 4.5% มาอยู่ที่ 3.5%
ภายใต้เงื่อนไขดังกล่าวผู้นำในกลุ่มอียูเชื่อว่ามาตรการที่กำหนดจะช่วยให้กรีซสามารถลดหนี้ลง 2.6 หมื่นล้านยูโร หรือคิดเป็น 12% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ภายในปี 2557
จอร์จ ปาปันดรู นายกรัฐมนตรีกรีซกล่าวอย่างยินดีว่า ความช่วยเหลือนี้ทำให้กรีซเดินสู่หนทางแก้ไขปัญหาหนี้อย่างมีประสิทธิภาพ และช่วยแบ่งเบาภาระหนี้ของประชาชนในขณะนี้ที่ต้องแบกรับอยู่ถึง 3.5 แสนล้านยูโร หรือ 160% ของจีดีพี
ด้าน ฌอง โคลด ทริเชต์ ผู้ว่าการธนาคารกลางแห่งยุโรปยอมรับว่าข้อตกลงที่ได้ถือเป็นก้าวสำคัญ และไม่น่าจะส่งผลกระเทือนต่ออันดับความเชื่อถือจนทำให้เจ้าหนี้ต้องเรียกร้องเงินประกันจากหนี้ที่ถืออยู่ พร้อมปฏิเสธที่จะแสดงความเห็นว่า การตัดสินใจของอียูทำให้กรีซต้องผิดนัดชำระหนี้หรือไม่
ขณะที่ เฮอร์แมน ฟาน รอมปาย ประธานกลุ่มอียู ยอมรับว่า อียูต้องยอมรับความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้น เช่น การถูกมองว่าผิดนัดชำระหนี้ แต่อียูไม่สามารถปล่อยให้ความน่าเชื่อถือของค่าเงินยูโรสั่นคลอนได้
นอกจากนี้ ที่ประชุมอียูยังตกลงขยายทุนสำรองสำหรับวิกฤตหนี้ยูโรโซน โดยยินยอมช่วยเหลือประเทศสมาชิกที่กำลังเผชิญหน้ากับวิกฤตหนี้ด้วยการซื้อคืนพันธบัตรของประเทศนั้นๆ ในราคาถูก พร้อมให้เงินช่วยเหลือภาคธนาคาร
ทั้งนี้ การอนุมัติเงินช่วยเหลือทำให้บรรยากาศโดยรวมยุโรปผ่อนคลาย โดยหุ้นในตลาดปรับตัวเพิ่มซึ่งดัชนีหลักที่เพิ่มขึ้นอยู่ในส่วนของภาคธนาคาร คือ คอมเมิร์ซแบงก์ขึ้น 1.1% ดัตช์แบงก์ขึ้น 1.3% และอิตาลี ยูนิเครดิตขึ้น 0.5%







