posttoday
อนาคตของเมอร์ด็อก อนาคตของนิวส์คอร์ป

อนาคตของเมอร์ด็อก อนาคตของนิวส์คอร์ป

17 กรกฎาคม 2554

รูเพิร์ต เมอร์ด็อก เจ้าพ่อสื่อที่อาจเรียกได้ว่ามีอิทธิพลมากที่สุดในโลกด้วยการครองสื่อหัวใหญ่ทั้งในอังกฤษ สหรัฐ และออสเตรเลีย

รูเพิร์ต เมอร์ด็อก เจ้าพ่อสื่อที่อาจเรียกได้ว่ามีอิทธิพลมากที่สุดในโลกด้วยการครองสื่อหัวใหญ่ทั้งในอังกฤษ สหรัฐ และออสเตรเลีย

 
โดย...ทีมข่าวต่างประเทศ

รูเพิร์ต เมอร์ด็อก เจ้าพ่อสื่อที่อาจเรียกได้ว่ามีอิทธิพลมากที่สุดในโลกด้วยการครองสื่อหัวใหญ่ทั้งในอังกฤษ สหรัฐ และออสเตรเลีย จนได้ฉายาว่า “Citizen Rupert” เช่นเดียวกับตัวละครหลักจากหนังดัง “Citizen Kane” ปี 1941 นั้น อาจกำลังเดินมาถึงทางตันครั้งใหญ่ที่สุดในชีวิต

เพราะลำพังการปิดตัวหนังสือพิมพ์ “นิวส์ ออฟ เดอะ เวิลด์” แทบลอยด์อายุยาวนานถึง 168 ปี ที่ครองยอดขายหนังสือพิมพ์ประจำวันอาทิตย์สูงที่สุดบนเกาะอังกฤษ และครองตำแหน่งหนังสือพิมพ์แห่งปี ประจำปี 2005 นั้น คงไม่เพียงพอต่อข้อกล่าวหาดักฟังวอยซ์เมลโทรศัพท์มือถือคนดังกว่า 4,000 คน ตั้งแต่ศิลปิน นักการเมือง ไปจนถึงเหยื่อในคดีฆาตกรรม ขณะนี้รัฐบาลอังกฤษกำลังเดินหน้าสอบอย่างจริงจัง เช่นเดียวกับในสหรัฐที่อาจสอบกรณีการพยายามหาข้อมูลจากเหยื่อ 9/11 อย่างผิดกฎหมาย และอาจรวมถึงการตั้งคณะกรรมการสอบในออสเตรเลียด้วย

ด้านธุรกิจก็เจอผลกระทบเข้าอย่างจัง เมื่อความพยายามเข้าเทกโอเวอร์ซื้อหุ้นใหญ่สัดส่วน 61% จากเดิมที่มีอยู่ 39% ใน BSkyB หรือสกาย ทีวี ในวงเงิน 1.27 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ต้องแท้งลง

และเมื่อวันที่ 15 ก.ค. ก็เป็นวันที่ เมอร์ด็อก ต้องเผชิญกับความสูญเสียครั้งใหญ่ตามที่เดอะ การ์เดียน เขียนไว้ว่าเป็น Bloody Friday เมื่อต้องสูญเสียมือซ้ายขวา ที่ประกาศลาออกเพื่อแสดงความรับผิดชอบ

รีเบกกา บรูก ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของนิวส์ อินเตอร์เนชันแนล บริษัทลูกที่ดูแลหนังสือพิมพ์ธุรกิจในอังกฤษ และยังเป็นอดีตบรรณาธิการของนิวส์ ออฟ เดอะ เวิลด์ ที่สื่อหลายฉบับรายงานว่าเป็นเหมือนลูกรักที่เมอร์ด็อกต้องการเก็บไว้มากที่สุดนั้น ได้ลาออกเพื่อแสดงความรับผิดชอบในที่สุด ก่อนที่ เลส ฮินตัน ซีอีโอของดาวโจนส์ แอนด์ คอมพานี ผู้ตีพิมพ์ดิ วอลสตรีต เจอร์นัล และเป็นเหมือนมือขวาที่ทำงานกับเมอร์ด็อกมานานกว่า 50 ปี จะลาออกตามมาเป็นคนที่สอง ซึ่งถือเป็นความสูญเสียใหญ่ของเมอร์ด็อกต่อการบริหารอาณาจักรนิวส์ คอร์ปอเรชัน

หลายฝ่ายกำลังจับตาว่าอนาคตของเมอร์ด็อกในวัย 80 ปี และชื่อเสียงของอาณาจักรนิวส์ คอร์ป จะเป็นอย่างไรต่อไป

บีบีซี รายงานว่า แม้จะปิดตัวนิวส์ ออฟ เดอะ เวิลด์ ไปแล้ว แต่ในเวลาไม่นานก่อนที่จะประกาศปิดแทบลอยด์นี้ นิวส์ อินเตอร์เนชันแนล ซึ่งเป็นหนังสือพิมพ์ในเครือภายใต้การดูแลของบรูก ได้ไปจดทะเบียนซื้อชื่อโดเมนเนมบนอินเทอร์เน็ต “sunonsunday. co.uk” ไปเรียบร้อยแล้ว โดยคาดว่าจะดันเดอะ ซัน หนังสือพิมพ์พี่ใหญ่ในเครือนิวส์ คอร์ป ที่ขายดีที่สุดบนเกาะอังกฤษ ให้วางขายในวันอาทิตย์แทนที่นิวส์ ออฟ เดอะ เวิลด์ โดยเดอะ ซัน สามารถเริ่มดำเนินการได้ทันที ขณะที่นิวส์ อินเตอร์เนชันแนล ก็เตรียมว่าจ้างพนักงานเดิมของนิวส์ ออฟ เดอะ เวิลด์ ให้กลับมาทำงานใหม่

อนาคตของเมอร์ด็อก อนาคตของนิวส์คอร์ป

อย่างไรก็ตาม การเปิดตัวเดอะ ซัน วันอาทิตย์แทนที่ของเดิม อาจเท่ากับเป็นการตบหน้าหลายฝ่าย และยิ่งปะทุแรงต้านในอังกฤษให้ร้อนแรงขึ้นมาอีกได้

ปัจจุบันอาณาจักรนิวส์ คอร์ป มีรายได้ 3.27 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ จากการดำเนินธุรกิจสื่อทั่วโลกทั้งที่เป็นเจ้าของและเป็นผู้ร่วมถือหุ้น ในจำนวนนี้เป็นรายได้จากธุรกิจด้านภาพยนตร์สูงที่สุด 7,600 ล้านเหรียญสหรัฐ ตามมาด้วยธุรกิจเคเบิลทีวี 7,000 ล้านเหรียญสหรัฐ หนังสือพิมพ์ 6,100 ล้านเหรียญสหรัฐ โทรทัศน์ 4,200 ล้านเหรียญสหรัฐ ทีวีดาวเทียม 3,800 ล้านเหรียญสหรัฐ สิ่งพิมพ์ 1,300 ล้านเหรียญสหรัฐ และสื่ออื่นๆ 2,700 ล้านเหรียญสหรัฐ

สำหรับธุรกิจหนังสือพิมพ์นั้น แบ่งได้เป็น 4 ภูมิภาคใหญ่ๆ ด้วยกัน ได้แก่ สหราชอาณา จักรและยุโรป นำโดย เดอะ ซัน/นิวส์ ออฟ เดอะ เวิลด์/เดอะ ไทมส์ และเดอะ ซันเดย์ ไทมส์ ส่วนในสหรัฐ นำโดย เดอะ วอลสตรีต เจอร์นัล และนิวยอร์ก โพสต์ ฟากฝั่งเอเชีย นำโดย เดอะ วอลสตรีต เจอร์นัล และในฝั่งออสเตรเลียซึ่งมีถึงราว 150 ฉบับ นำโดย ดิ ออสเตรเลียน และเดอะ เดลี เทเลกราฟ

นิวส์ คอร์ป ประสบความสำเร็จอย่างสูงด้านธุรกิจหนังสือพิมพ์ในสหราชอาณาจักร (UK) มียอดขายรวมเป็นอันดับ 1 แซงหน้าคู่แข่งเครือเดลีเมล์ กรุ๊ป และทรีนิตี มิร์เรอร์ กรุ๊ป โดยมีเดอะ ซัน เป็นหนังสือพิมพ์รายวันที่มียอดจำหน่ายสูงสุดประเภทหนังสือพิมพ์รายวัน ขณะที่นิวส์ ออฟ เดอะ เวิลด์ เป็นหนังสือพิมพ์ยอดขายสูงสุดประจำวันอาทิตย์ บริษัท นิวส์ กรุ๊ป นิวส์เพเพอร์ส ซึ่งเป็นบริษัทลูกที่ดูแลแทบลอยด์ใหญ่ 2 ฉบับนี้ มีรายได้ในปีงบประมาณสิ้นสุดเดือน มิ.ย. 2553 มีรายได้ราว 8,600 ล้านปอนด์

อย่างไรก็ตาม หลังเกิดกรณีฉาวล่าสุด ก็มีข่าวว่ากลุ่มผู้ถือหุ้นในนิวส์ คอร์ป ได้เรียกร้องให้มีการเปลี่ยนถ่ายอำนาจจากตระกูลเมอร์ด็อก โดยกลุ่มที่ปรึกษาผู้ถือหุ้นพีอาร์ไอซี ได้เรียกร้องให้เปลี่ยนตัวประธาน BSkyB ซึ่ง เจมส์ เมอร์ด็อก ลูกชายคนเล็กและทายาทธุรกิจของตระกูลนั่งเป็นประธานอยู่ ขณะที่กลุ่มผู้ถือหุ้นในสหรัฐอีกกลุ่มหนึ่งก็กำลังเตรียมยื่นฟ้องกลุ่มผู้บริหารของนิวส์ คอร์ป ที่ไร้การควบคุมตรวจสอบการทำงาน จนทำให้บริษัทต้องเสื่อมเสียชื่อเสียง และมีรายงานผู้ถือหุ้นต้องการเห็นการเปลี่ยนอำนาจจากมือของกลุ่มเมอร์ด็อกไปสู่ เชส คารีย์ ประธานนิวส์ คอร์ป คนปัจจุบันมากกว่า

นอกจากผู้ถือหุ้นแล้ว อนาคตของเมอร์ด็อก และนิวส์ คอร์ป ยังต้องขึ้นอยู่กับการสอบสวนของคณะกรรมการที่รัฐสภาอังกฤษเป็นผู้คัดเลือก ซึ่งผลที่ได้อาจสร้างความอับอายครั้งใหญ่ให้นิวส์ คอร์ป และอาจลามไปถึงหนังสือพิมพ์ฉบับอื่นๆ ในเครือ รวมถึงการยกเครื่องจริยธรรมสื่อบนเกาะอังกฤษครั้งใหญ่ และในกรณีเลวร้ายที่สุดหากมีการตั้งคณะกรรมการสอบแบบเดียวกันในสหรัฐ ก็อาจกระทบต่อใบอนุญาตประกอบกิจการโทรทัศน์ ซึ่งเป็นแหล่งรายได้ที่สำคัญของนิวส์ คอร์ป ด้วย

ไม่ว่าจะลงท้ายอย่างไร บทสรุปที่ได้สำหรับ รูเพิร์ต เมอร์ด็อก และนิวส์ คอร์ป คงไม่สวยหรูเท่าไรนัก

ข่าวล่าสุด

ทรัมป์ปลดโฆษกทำเนียบขาว หลังรับตำแหน่งไม่ถึงสัปดาห์

ทรัมป์ปลดโฆษกทำเนียบขาว หลังรับตำแหน่งไม่ถึงสัปดาห์