posttoday
การพัฒนาอัลกอริทึมปัญญาประดิษฐ์ในการตรวจสอบโรคลมชัก

การพัฒนาอัลกอริทึมปัญญาประดิษฐ์ในการตรวจสอบโรคลมชัก

14 กันยายน 2565

เอไอ หรือ ปัญญาประดิษฐ์ คือสิ่งที่เริ่มได้ยินกันจนคุ้นหูในช่วงหลัง ที่ผ่านมาเราอาจรู้สึกว่าสิ่งนี้เป็นภัยคุกคามมากขึ้นเรื่อยๆ เมื่อมีแนวคิดในการนำจักรกลมาแทนที่มนุษย์ในหลายอาชีพ แต่มุมมองของเราอาจเปลี่ยนไป เมื่อปัญญาประดิษฐ์กำลังถูกนำมาใช้ในการแพทย์

ปัจจุบันปัญญาประดิษฐ์ได้รับการพัฒนาแพร่หลายมากขึ้นในหลายวงการ ตั้งแต่แวดวงไอที, การตลาด, งานเขียน หรือแม้แต่ศิลปะ ตลาดแรงงานบางส่วนเริ่มทยอยถูกทดแทนด้วยการมาถึงของเทคโนโลยี เอไอเริ่มพัฒนาตัวเองจนสามารถทำงานได้มีประสิทธิภาพใกล้เคียงมนุษย์ จนคนจำนวนมากเริ่มรู้สึกว่าปัญญาประดิษฐ์กำลังเป็นภัยคุกคาม

 

          แต่เป็นมุมมองด้านเดียวเมื่อปัจจุบันมีการพัฒนาอัลกอริทึมเอไอรูปแบบใหม่ กำลังถูกนำมาใช้ภายในวงการแพทย์ เพื่อนำมาส่งเสริมการวิเคราะห์ข้อมูลละเอียดอ่อน เช่น การตรวจสอบเยื่อหุ้มสมอง เพื่อค้นหาความผิดปกติจำเพาะซึ่งอาจนำไปสู่การค้นพบโรคลมชักได้รวดเร็วและแม่นยำยิ่งขึ้น

 

          แต่คงต้องอธิบายเสียก่อนว่า โรคลมชักคืออะไร และทำไมจึงต้องมีการใช้ปัญญาประดิษฐ์เพื่อวิเคราะห์เฉพาะเจาะจง

การพัฒนาอัลกอริทึมปัญญาประดิษฐ์ในการตรวจสอบโรคลมชัก

โรคลมชัก โรคทางสมองที่อันตรายแบบไม่ทันตั้งตัว

 

          โรคลมชัก ถือเป็นโรคที่เกิดขึ้นได้กับทุกเพศทุกวัย โดยมีปัจจัยสำคัญคือกระแสไฟฟ้าในสมองทำงานผิดปกติ ทำให้ผู้ป่วยมักแสดงออกทางร่างกายแบบผิดปกติซึ่งไม่สามารถควบคุมได้ เพราะสิ่งเหล่านี้อยู่นอกเหนือการทำงานของสมองและมักเกิดขึ้นโดยไม่รู้ตัว

 

          สาเหตุหลักของโรคลมชักที่ทำให้เกิดความผิดปกติต่อกระแสไฟฟ้าในสมองเกิดได้จากหลายสาเหตุ ตั้งแต่

 

          - โรคทางพันธุกรรมบางประเภท

 

          - ภาวะสมองพิการแต่กำเนิด

 

          - อุบัติเหตุทำให้เกิดอาการบาดเจ็บในสมอง

 

          - การติดเชื้อในสมองบางชนิด เช่น ไข้สมองอักเสบ

 

          - ภาวะสมองขาดออกซิเจน

 

          - เนื้องอกหรือมะเร็งในสมอง

 

          - โรคหลอดเลือดสมอง เช่น หลอดเลือดสมองตีบ/อุดตัน

 

          - บางครั้งอาการชักก็สามารถพบและไม่สามารถหาสาเหตุได้

 

ความรุนแรงของโรคจะแปรผันตามความผิดปกติในการทำงานของสัญญาณไฟฟ้า ยิ่งเกิดความผิดปกติเป็นวงกว้างอาการจะยิ่งรุนแรง แต่มักเกิดขึ้นเป็นระยะสั้นๆ ในช่วงเวลาจำกัดไม่กี่นาที สามารถเกิดขึ้นได้กะทันหันก่อนหายไปเองแต่มักเกิดขึ้นซ้ำ โดยจะรูปแบบอาการของลมชัก ตัวอย่างเช่น

 

          - อาการชักแบบเกร็งกระตุกทั้งตัว

 

          เรารู้จักอาการนี้ในฐานะ ลมบ้าหมู เกิดจากกระสไฟฟ้าผิดปกติรบกวนการทำงานของสมองทั้งหมด มีอาการเกร็งทั้งตัว ส่งเสียงอย่างไม่ตั้งใจ, หมดสติ, หน้าเขียว, กัดลิ้น, ปัสสาวะราด จนถึงการหยุดหายใจชั่วคราว รวมถึงอาจมีน้ำลายไหลเป็นฟอง สักพักจึงเริ่มหายใจได้เอง รู้สึกตัว และมีอาการสับสนอ่อนเพลีย

 

          - อาการชักเฉพาะที่

 

          อาการนี้สามารถเกิดได้ทั้งแบบรู้และไม่รู้ตัว จากกระแสไฟฟ้าในสมองผิดปกติจนทำให้การควบคุมร่างกายรวน นำไปสู่อาการชา, สั่นกระตุกของใบหน้าหรือแขนข้างใดข้างหนึ่งซ้ำๆ, คลื่นไส้, ปวดท้อง, หูแว่ว, เห็นภาพหลอน ไปจนหัวใจเต้นผิดจังหวะ

 

          - อาการชักเหม่อลอย

 

          สามารถเกิดขึ้นได้หลังจากอาการชักชนิดอื่น หรือเกิดขึ้นเมื่อเกิดการหายใจเร็วลึกเกินไป โดยมีอาการเหม่อนิ่ง, ตาลอย, ตาค้าง, ไม่มีสติชั่วขณะ อาจมีการขยับปากหรือมือไปมาโดยไม่รู้ตัว โดยระหว่างนั้นผู้ป่วยจะไม่สามารถจดจำเหตุการณ์เมื่ออาการกำเริบได้

 

         - อาการชักกล้ามเนื้ออ่อนแรง

 

          เมื่อเกิดอาการจะทำให้กล้ามเนื้ออ่อนแรงในขณะเกิดอาการชัก เหมือนร่างกายหมดแรงและไม่สามารถควบคุมร่างกายได้อย่างกะทันหัน ในกรณีร้ายแรงอาจถึงขั้นหมดสติกลางอากาศ ทำให้เกิดการหกล้มและอาจเป็นอันตรายแก่ผู้ป่วย

 

          ในกรณีมีความรุนแรงโรคลมชักอาจทำให้เกิดอาการชักเฉพาะที่ เมื่อเกิดอาการชักบ่อยขึ้นเกิน 4 ครั้ง/เดือน จะทำให้เกิดผลกระทบกับร่างกายจนถึงอาการทางสมอง อาจนำไปสู่การเต้นของหัวใจผิดปกติ หรือโรคทางสมองชนิดอื่นเมื่อเกิดการกำเริบบ่อยครั้ง

 

          โชคดีโรคลมชักอยู่ในขอบเขตสามารถรักษาให้หายขาดได้ โดยเริ่มจากการสาเหตุหรือปัจจัยที่ทำให้เกิดอาการชัก แล้วพยายามหลีกเลี่ยงสิ่งนั้นเพื่อบรรเทาอาการ แต่หากไม่สามารถทำได้ แพทย์อาจพิจารณาให้รับยากันชักที่มีคุณสมบัติกดสมองส่วนที่เป็นปัญหาเพื่อลดอาการ รวมถึงเข้ารับการผ่าตัดเพื่อแก้ไขความผิดปกติที่เกิดขึ้น

 

          ปัญหาสำคัญของโรคนี้คือ บางครั้งผู้ป่วยไม่ทราบว่าตัวเองมีอาการชัก ด้วยอาการหมดสติหรือเกิดขึ้นโดยไม่รู้ตัว อีกทั้งการวิเคราะห์วินิจฉัยโรคไม่สามารถทำได้ง่ายนัก โดยเฉพาะส่วนที่เกิดจากอาการบาดเจ็บหรือความเสียหายทางสมองในบางครั้ง แม้จะมีการตรวจคลื่นไฟฟ้าในสมองรวมถึง MRI ยังไม่พบความผิดปกติ เป็นเหตุให้ผู้ป่วยไม่อาจรับการรักษาที่ถูกต้อง

 

          แต่ทั้งหมดกำลังจะเปลี่ยนไปเมื่อมีการใช้ปัญญาประดิษฐ์เข้ามาร่วมวิเคราะห์ผู้ป่วยโรคลมชัก

การพัฒนาอัลกอริทึมปัญญาประดิษฐ์ในการตรวจสอบโรคลมชัก

 

 

          สู่มิติใหม่แห่งวงการแพทย์ การใช้เอไอช่วยวินิจฉัยผู้ป่วย

 

          ผลงานนี้เกิดจากทีมวิจัยของ University College London ได้พัฒนาอัลกอริทึมปัญญาประดิษฐ์ให้สามารถตรวจจับเซลล์ประสาทที่เกิดการผิดปกติ โดยเฉพาะบริเวณกลีบสมองเปลือกหน้าที่เรียกว่า Focal Cortical Dysplasia(FCD) หนึ่งในต้นตอสำคัญที่ทำให้เกิดอาการชักนำไปสู่การเกิดโรคลมชัก อีกทั้งยังอาจทำให้เกิดการดื้อยากันชักได้ในผู้ป่วยบางราย

 

          การรักษาโรคลมชักตามปกติทำได้โดยอาศัยการใช้ยากันชัก แต่เมื่อการใช้ยาไม่ได้ผลวิธีสุดท้ายที่เหลือคือการผ่าตัด แต่การระบุความเป็นไปได้ของการเกิดโรคลมชักรวมถึงอาการดื้อยาทำได้ไม่ง่ายนัก แม้มีการสแกนสมองผ่านระบบ MRI เพื่อตรวจสอบแต่การระบุอาการป่วยบางครั้งยังเกิดความคลุมเครือ แม้จะเป็นแพทย์เฉพาะทางเองก็คาม

 

          การพัฒนาอัลกอริทึมนี้จึงมีความสำคัญในการตรวจสอบแนวโน้มการเป็นโรคลมชักจากผู้ป่วยในระยะเริ่มแรก อีกทั้งยังสามารถตรวจสอบหาโรคลมชักที่มีคุณสมบัติดื้อยาเป็นการเฉพาะ เพื่อให้แพทย์ผู้เชี่ยวชาญนำไปประกอบการตัดสินใจ และสามารถประเมินวิธีรักษาแก่ผู้ป่วยอย่างเหมาะสมต่อไป

 

          โดยการพัฒนาอัลกอริทึมเพื่อทำการประมวลผลในโครงการ Multicentre Epilepsy Lesion Detection project (MELD) นี้ เกิดจากการรวบรวมข้อมูลการสแกนสมองของคนไข้กว่า 1,000 รายจากศูนย์รักษาลมชักกว่า 22 แห่ง ซึ่งมีรายงานตรวจพบ FCD สาเหตุนำไปสู่อาการโรคลมชักของผู้ป่วย และตรวจสอบพื้นที่ในสมองอีกกว่า 300,000 แห่งมาเป็นฐานข้อมูลในการพัฒนา

 

          หลังผ่านการพัฒนาที่สุดอัลกอริทึม MELD ก็ถูกนำมาใช้งานในการประเมินคนไข้กลุ่มอาสาสมัคร โดยสามารถตรวจพบ FCD จากผู้ป่วยได้มากถึง 67% จากกลุ่มตัวอย่าง ในจำนวนนี้มีคนที่ปัญญาประดิษฐ์สามารถค้นพบความผิดปกติซึ่งถูกแพทย์เฉพาะทางมองข้ามถึง 63% เลยทีเดียว

 

          นี่จึงเป็นส่วนสำคัญเมื่อปัญญาประดิษฐ์สามารถช่วยให้แพทย์ตัดสินใจและทำงานได้ง่ายขึ้น อัลกอริทึม MLED ประเมินความเสี่ยงของผู้ป่วยได้อย่างแม่นยำและช่วยค้นหาร่องรอยโรคที่ซ่อนอยู่ นำไปสู่การรักษาผู้ป่วยโรคลมชักอย่างถูกวิธี ช่วยให้พวกเขากลับมาใช้ชีวิตตามปกติได้รวดเร็วและเข้าถึงการรักษาสะดวกขึ้นในอนาคต

 

 

          แน่นอนว่าปัญญาประดิษฐ์ดังกล่าวยังอยู่ในขั้นตอนการวิจัย จำเป็นต้องได้รับการพัฒนาเพิ่มเติมเพื่อให้สามารถทำงานได้ละเอียดและแม่นยำยิ่งขึ้น อีกทั้งถึงแม้จะมีประสิทธิภาพเพียงไรก็จำเป็นต้องมีแพทย์ทำการประเมินร่วมเพื่อประกอบการตัดสินใจ

 

          แต่ในอนาคตเราอาจพัฒนาปัญญาประดิษฐ์ให้สามารถวิเคราะห์โรคที่ซับซ้อนยิ่งกว่า ซึ่งอาจช่วยให้เราสามารถตรวจพบโรคร้ายได้เร็วขึ้น โดยเฉพาะโรคร้ายแรงประเภทมะเร็ง การวิเคราะห์ที่แม่นยำเป็นไปได้ว่าอาจช่วยให้ผู้ป่วยทำการรักษาตัวแต่เนิ่นๆ เพิ่มโอกาสในการรักษาและรอดชีวิตให้แก่ผู้ป่วยมากขึ้นได้เช่นกัน

 

          คงต้องรอดูต่อไปว่าการพัฒนาปัญญาประดิษฐ์นี้จะสามารถช่วยในการวิเคราะห์โรคชนิดใดเพิ่มเติมในอนาคต

 

 

 

 

          ที่มา

 

          https://www.petcharavejhospital.com/en/Article/article_detail/epilepsy-detail

 

          https://www.bangkokpattayahospital.com/th/healthcare-services/neuroscience-center-th/neuroscience-articles-th/item/2474-epilepsy-th.html

 

          https://www.ram-hosp.co.th/news_detail/612

 

          http://medthai.net/cortical-dysplasia-%E0%B8%84%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%AD%E0%B8%B0%E0%B9%84%E0%B8%A3

 

          https://academic.oup.com/brain/advance-article/doi/10.1093/brain/awac224/6659752?login=false

 

          https://interestingengineering.com/health/ai-algorithm-epilepsy-treatment

 

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท