posttoday
ปมงบฯ ไทยพีบีเอสสะเทือนองค์กร! สตง.ตรวจสอบ 2 อดีต-ผอ.ปัจจุบัน จับตารัฐแก้กฎหมายภาษีบาป

ปมงบฯ ไทยพีบีเอสสะเทือนองค์กร! สตง.ตรวจสอบ 2 อดีต-ผอ.ปัจจุบัน จับตารัฐแก้กฎหมายภาษีบาป

31 ตุลาคม 2569

สตง.ตรวจสอบไทยพีบีเอส ปมงบฯ กว่า 230 ล้านบาท ผู้บริหารทยอยลาออก ขณะรัฐบาลจ่อแก้กฎหมายภาษีบาป กระทบความเป็นอิสระสื่อสาธารณะ

KEY

POINTS

  • สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ตรวจสอบการใช้งบประมาณของไทยพีบีเอสในยุคอดีตและผู้อำนวยการคนปัจจุบัน พบประเด็นการใช้จ่ายที่อาจสร้างความเสียหายกว่า 230 ล้านบาท ซึ่งนำไปสู่การดำเนินการทางวินัย
  • ผลกระทบจากการตรวจสอบได้สร้างแรงสั่นสะเทือนภายในองค์กร ทำให้ผู้บริหารระดับสูงและบุคลากรสำคัญทยอยลาออก และมีการทบทวนสัญญาจ้างผลิตรายการ
  • รัฐบาลมีแนวคิดแก้ไขกฎหมายเพื่อเปลี่ยนแหล่งที่มาของงบประมาณจาก "ภาษีบาป" เป็นงบประมาณแผ่นดิน ซึ่งสร้างความกังวลว่าอาจกระทบต่อความเป็นอิสระของสื่อสาธารณะและเปิดช่องให้การเมืองแทรกแซง

ความเคลื่อนไหวภายในองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ไทยพีบีเอส) กำลังเผชิญแรงกดดันหลายด้าน ทั้งผลตรวจสอบการใช้จ่ายงบประมาณของสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.)

 

กระแสลาออกของผู้บริหารและบุคลากร ตลอดจนข้อเสนอแก้ไขกฎหมายเปลี่ยนแหล่งรายได้จากภาษีบาปเป็นงบประมาณแผ่นดิน ซึ่งจุดประเด็นความกังวลเรื่องความเป็นอิสระของสื่อสาธารณะ

 

สตง.ตรวจสอบงบประมาณ 2 ยุค พบประเด็นใช้จ่ายกว่า 230 ล้านบาท

 

รายงานของกรุงเทพธุรกิจ วันที่ 31 ตุลาคม 2569 ระบุว่า สตง.ตรวจสอบการบริหารงานของผู้อำนวยการไทยพีบีเอส 2 ช่วง ได้แก่ วิลาสินี พิพิธกุล อดีตผู้อำนวยการในช่วงปีงบประมาณ 2565-2568

 

พบมูลค่าความเสียหายอย่างน้อย 144.98 ล้านบาท และวันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์ ผู้อำนวยการคนปัจจุบัน ซึ่งดำรงตำแหน่งตั้งแต่ปีงบประมาณ 2568 พบความเสียหายประมาณ 85.22 ล้านบาท

 

ประเด็นที่ถูกตรวจสอบมี 3 ส่วนสำคัญ ได้แก่

 

1. ค่าตอบแทนพิธีกรและผู้ดำเนินรายการ วงเงิน 125.42 ล้านบาท โดยพบประเด็นการเบิกจ่ายที่ไม่มีหลักเกณฑ์หรือระเบียบรองรับอย่างชัดเจน

 

2. ค่าตอบแทนแขกรับเชิญและผู้ร่วมดำเนินรายการ วงเงิน 88.93 ล้านบาท ซึ่ง สตง.ตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับการใช้ดุลพินิจพิจารณาค่าตอบแทนตามชื่อเสียง โดยขาดหลักเกณฑ์ควบคุมที่ชัดเจน

 

3. การจ้างบริษัทเอกชนผลิตรายการ กรณีรายการข่าวเจาะย่อโลก จำนวน 10 ตอน วงเงิน 15.84 ล้านบาท โดยใช้วิธีเฉพาะเจาะจง ทั้งที่ไทยพีบีเอสมีศักยภาพในการผลิตรายการเองได้ ทำให้เกิดข้อสงสัยเรื่องความคุ้มค่าของการใช้จ่ายงบประมาณ

 

จากผลการตรวจสอบดังกล่าว สตง.มีมติให้ดำเนินการทางวินัยกับผู้อำนวยการไทยพีบีเอส 2 คน รวมถึงผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ภายในอีก 10 คน

 

เปิดรายชื่อบริษัทสื่อรับงานไทยพีบีเอส

 

อีกประเด็นที่ถูกหยิบยกขึ้นมาตรวจสอบ คือการว่าจ้างบริษัทเอกชนผลิตรายการและจัดทำเนื้อหา โดยกรุงเทพธุรกิจรายงานว่าพบบริษัทที่ได้รับงานด้วยวิธีเฉพาะเจาะจงอย่างน้อย 6 แห่ง รวมมูลค่าประมาณ 223.28 ล้านบาท

 

บริษัทที่ถูกกล่าวถึงประกอบด้วย

 

บริษัท คน คม คิด จำกัด รับงานพิธีกรและผลิตรายการ รวมอย่างน้อย 4 สัญญา มูลค่าประมาณ 2.2 ล้านบาท

 

บริษัท กาแฟดำ จำกัด รับงานพิธีกรรายการคุยให้คิดและผลิตรายการอย่างน้อย 27 โครงการ มูลค่ากว่า 26.23 ล้านบาท

 

บริษัท อัลคา ลิงค์ จำกัด รับงานผลิตรายการ Flashpoint จุดร้อนโลก และงานผู้ดำเนินรายการตอบโจทย์ อย่างน้อย 9 โครงการ มูลค่ากว่า 28.06 ล้านบาท

 

บริษัท อี เลิร์น จำกัด รับผลิตรายการ Big Story เรื่องใหญ่ ThaiPBS อย่างน้อย 17 โครงการ มูลค่ากว่า 119.68 ล้านบาท

 

บริษัท พีเอ็นวาย โปรดักชั่น จำกัด รับผลิตรายการข่าวเจาะย่อโลก ทันโลกกับที่นี่ไทยพีบีเอส ฟังเสียงประเทศไทย และห้องข่าวไทยพีบีเอส อย่างน้อย 28 โครงการ มูลค่าประมาณ 45.5 ล้านบาท

 

บริษัท พีจี ออนเวเคชั่น จำกัด รับงานจากไทยพีบีเอสด้วยวิธีเฉพาะเจาะจง มูลค่ากว่า 1.6 ล้านบาท

 

ประเด็นดังกล่าวทำให้เกิดคำถามเกี่ยวกับหลักเกณฑ์การจัดซื้อจัดจ้าง ความโปร่งใส และความคุ้มค่าในการใช้เงินขององค์กรสื่อสาธารณะ

 

ผู้บริหารทยอยพ้นตำแหน่ง จับตาทบทวนรายการดัง

 

แรงกระเพื่อมจากการตรวจสอบยังส่งผลต่อบุคลากรระดับบริหาร โดยมีรายงานว่า เทพชัย หย่อง อดีตผู้อำนวยการไทยพีบีเอส ซึ่งปัจจุบันดำรงตำแหน่งผู้เชี่ยวชาญพิเศษ ได้แจ้งความประสงค์ขอพ้นจากตำแหน่งในเดือนตุลาคม 2569 ก่อนครบสัญญาเดิมวันที่ 31 ธันวาคม 2569

 

ขณะที่ก่อเขต จันทเลิศลักษณ์ อดีตผู้อำนวยการไทยพีบีเอส ซึ่งปัจจุบันทำหน้าที่โค้ชและฝึกอบรมเพื่อยกระดับงานข่าว มีรายงานว่าจะลาออกตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2569 ก่อนครบกำหนดสัญญาเช่นกัน

 

ส่วนรายการคุยให้คิด ซึ่งมีสุทธิชัย หยุ่น วิสุทธิ์ คมวัชรพงศ์ และวีระ ธีรภัทร เป็นผู้ดำเนินรายการ มีรายงานว่าจะทบทวนการต่อสัญญาภายในสิ้นปี 2569 โดยวีระมีรายงานว่าจะยุติบทบาทกับรายการในช่วงเวลาเดียวกัน

 

ปมใหญ่กว่าการตรวจสอบ คือความเป็นอิสระของสื่อสาธารณะ

 

นอกจากปัญหาภายในองค์กรแล้ว อีกประเด็นที่กำลังถูกจับตาคือแนวทางแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับแหล่งรายได้ของไทยพีบีเอสและองค์กรสาธารณะอีก 3 แห่ง ซึ่งปัจจุบันได้รับเงินสนับสนุนจากภาษีสรรพสามิตสุราและยาสูบ หรือที่เรียกกันว่า “ภาษีบาป”

 

รัฐบาลภายใต้นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี มีแนวคิดปรับเปลี่ยนแหล่งรายได้จากภาษีดังกล่าวไปเป็นงบประมาณปกติ โดยอยู่ระหว่างการพิจารณาแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้อง 4 ฉบับ

 

อย่างไรก็ตาม พรรคประชาชนและพรรคประชาธิปัตย์แสดงจุดยืนคัดค้านแนวทางดังกล่าว โดยมีข้อกังวลว่าการพึ่งพางบประมาณแผ่นดินอาจเปิดช่องให้ฝ่ายการเมืองเข้ามามีอิทธิพลต่อการบริหารและการทำงานของสื่อสาธารณะ

 

ขณะเดียวกัน พนักงานไทยพีบีเอสส่วนหนึ่งมีความกังวลต่อผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น หากมีการเปลี่ยนแปลงแหล่งรายได้ โดยเฉพาะความเสี่ยงที่งบประมาณสนับสนุนอาจถูกปรับลดและส่งผลต่อการจ้างงาน

 

อีกด้านหนึ่ง การตรวจสอบการจัดจ้างผลิตรายการและการใช้จ่ายงบประมาณยังทำให้เกิดคำถามถึงระบบกำกับดูแลภายในองค์กร รวมถึงความรับผิดชอบของผู้บริหารต่อการใช้เงินสาธารณะ

 

สถานการณ์ไทยพีบีเอสจึงมีโจทย์สำคัญที่ต้องเดินหน้าไปพร้อมกัน ทั้งการตรวจสอบและปรับปรุงระบบบริหารงบประมาณให้โปร่งใส การสร้างความเชื่อมั่นให้บุคลากร และการรักษาหลักประกันความเป็นอิสระของสื่อสาธารณะ ซึ่งเป็นประเด็นที่ต้องติดตามทั้งในระดับองค์กรและการพิจารณากฎหมายของรัฐบาล

 

หมายเหตุด้านความถูกต้อง: เนื้อหานี้เรียบเรียงจากรายงานของกรุงเทพธุรกิจ โดยคงการใช้ถ้อยคำว่า “รายงานระบุ” และ “มีรายงานว่า” ในประเด็นที่ยังเป็นข้อมูลจากแหล่งข่าว ไม่ถือเป็นการยืนยันข้อกล่าวหาหรือผลการสอบสวนขั้นสุดท้าย

 

 

ที่มา : กรุงเทพธุรกิจ – คลื่นใต้น้ำโถม ‘ไทยพีบีเอส’ - ‘รัฐบาล’ รุกหาช่องยึด ‘ภาษีบาป’⁠

ข่าวล่าสุด

LIVE ถ่ายทอดสด สเปอร์ส พบ คริสตัล พาเลซ พรีเมียร์ลีก วันนี้ 31 ต.ค.69

LIVE ถ่ายทอดสด สเปอร์ส พบ คริสตัล พาเลซ พรีเมียร์ลีก วันนี้ 31 ต.ค.69