
สทนช.เตือนฝนตกหนัก 9–12 ต.ค. กทม.–ภาคกลางเฝ้าระวัง หนองปลาไหลน้ำถึง 106%
สทนช.คาดภาคกลาง–ตะวันออกฝนเพิ่ม 9–12 ต.ค. ภาคใต้ตกต่อเนื่อง เขื่อนเจ้าพระยาระบาย 2,500 ลบ.ม./วินาที หนองปลาไหลมีน้ำ 106%
KEY
POINTS
- วันที่ 9–12 ต.ค. ภาคกลาง ภาคตะวันออก กทม.และปริมณฑล ฝนเพิ่มและตกหนักถึงหนักมากบางแห่งในระยะแรก ส่วนภาคใต้ยังมีฝนต่อเนื่อง
- เขื่อนเจ้าพระยาระบายน้ำ 2,500 ลบ.ม./วินาที ขณะที่สถานี C.2 นครสวรรค์ มีน้ำไหลผ่าน 1,915 ลบ.ม./วินาที ระดับน้ำต่ำกว่าตลิ่ง 3.20 เมตร
- เขื่อนหลักในพื้นที่ EEC มีน้ำสูง โดยหนองปลาไหลอยู่ที่ 106% ประแสร์ 97% และบางพระ 83% พร้อมเฝ้าระวังอ่างเก็บน้ำที่มีน้ำเกิน 80% ของความจุ
สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) รายงานสถานการณ์น้ำทั่วประเทศ วันที่ 7 ตุลาคม 2569 เวลา 07.00 น. ระบุว่า ประเทศไทยตอนบนเริ่มมีฝนลดลง แต่ช่วงวันที่ 9–12 ตุลาคม ภาคกลาง ภาคตะวันออก รวมถึงกรุงเทพมหานครและปริมณฑล จะมีฝนเพิ่มขึ้น โดยมีฝนตกหนักถึงหนักมากบางแห่งในระยะแรก ขณะที่ภาคใต้ยังมีฝนต่อเนื่องและมีฝนตกหนักถึงหนักมาก
สำหรับวันที่ 7 ตุลาคม ประเทศไทยตอนบนยังมีฝนฟ้าคะนอง และมีฝนตกหนักบางแห่งในภาคเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคใต้ ส่วนภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีอากาศเย็นในตอนเช้า อุณหภูมิลดลงอีกเล็กน้อย
รายงานฝนสูงสุดรายภาคระบุว่า ภาคเหนืออยู่ที่จังหวัดน่าน 110 ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จังหวัดเลย 123 ภาคกลาง จังหวัดสระบุรี 88 ภาคตะวันออก จังหวัดระยอง 73 ภาคตะวันตก จังหวัดราชบุรี 84 และภาคใต้ จังหวัดระนอง 120 โดยข้อมูลต้นฉบับไม่ได้ระบุหน่วยวัด
เจ้าพระยาระบาย 2,500 ลบ.ม./วินาที
สถานการณ์ลุ่มน้ำเจ้าพระยา ณ เวลา 06.00 น. วันที่ 7 ตุลาคม สถานี C.2 อำเภอเมืองนครสวรรค์ มีน้ำไหลผ่าน 1,915 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ระดับน้ำอยู่ที่ 22.50 เมตร รทก. ต่ำกว่าตลิ่ง 3.20 เมตร
เขื่อนเจ้าพระยาระบายน้ำ 2,500 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ระดับน้ำเหนือเขื่อนอยู่ที่ 16.38 เมตร รทก. และท้ายเขื่อนอยู่ที่ 15.93 เมตร รทก.
ส่วนสถานี P.17 อำเภอบรรพตพิสัย จังหวัดนครสวรรค์ มีระดับน้ำ 35.34 เมตร รทก. ต่ำกว่าตลิ่ง 2.91 เมตร และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ขณะที่สถานี N.67 อำเภอชุมแสง มีระดับน้ำ 25.83 เมตร รทก. ต่ำกว่าตลิ่ง 2.38 เมตร และมีแนวโน้มลดลง
เฝ้าระวังน้ำท่วม–น้ำป่า ตามประกาศ 5–7 ต.ค.
สทนช.ระบุถึงประกาศฉบับที่ 9/2569 ซึ่งกำหนดช่วงเฝ้าระวังวันที่ 5–7 ตุลาคม ครอบคลุมน้ำท่วมขัง น้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก ดินโคลนถล่ม และน้ำล้นตลิ่ง โดยพื้นที่เสี่ยงประกอบด้วย
ภาคเหนือ: เชียงใหม่ เชียงราย ลำพูน ลำปาง พะเยา น่าน กำแพงเพชร พิษณุโลก พิจิตร เพชรบูรณ์ นครสวรรค์ และอุทัยธานี
ภาคกลาง: ชัยนาท สิงห์บุรี อ่างทอง พระนครศรีอยุธยา รวมถึงกรุงเทพมหานครและปริมณฑล
ภาคตะวันออก: ฉะเชิงเทรา นครนายก ปราจีนบุรี สระแก้ว ชลบุรี ระยอง จันทบุรี และตราด
ภาคตะวันตก: กาญจนบุรี เพชรบุรี และประจวบคีรีขันธ์
ภาคใต้: ชุมพร ระนอง สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช พังงา ภูเก็ต กระบี่ ตรัง พัทลุง สตูล สงขลา ยะลา ปัตตานี และนราธิวาส
ประกาศยังให้เฝ้าระวังระดับน้ำเพิ่มขึ้นฉับพลัน น้ำล้นตลิ่ง และน้ำท่วมขังในพื้นที่ลุ่มต่ำริมแม่น้ำสายหลักและลำน้ำสาขา ได้แก่ แม่น้ำปิงในกำแพงเพชร แม่น้ำสะแกกรังในอุทัยธานี แม่น้ำแควน้อยในพิษณุโลก แม่น้ำป่าสักในเพชรบูรณ์และสระบุรี และแม่น้ำท่าจีนในนครปฐม
พื้นที่เฝ้าระวังยังครอบคลุมแม่น้ำนครนายก แม่น้ำปราจีนบุรี คลองพระสะทึงและคลองพระปรงในสระแก้ว แม่น้ำจันทบุรี แม่น้ำตราด แม่น้ำแควน้อยและแควใหญ่ในกาญจนบุรี คลองบางสะพานในประจวบคีรีขันธ์ รวมถึงแม่น้ำสายบุรีและแม่น้ำโก-ลกในนราธิวาส
หนองปลาไหลมีน้ำ 106% ประแสร์ 97%
สทนช.ให้เฝ้าระวังอ่างเก็บน้ำทุกขนาดที่มีปริมาณน้ำมากกว่า 80% ของความจุเก็บกัก ขณะที่เขื่อนหลัก 3 แห่งในพื้นที่ EEC มีปริมาณน้ำดังนี้
- เขื่อนบางพระ มีปริมาณน้ำ 97 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็น 83% ของความจุเก็บกัก
- เขื่อนหนองปลาไหล มีปริมาณน้ำ 173 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็น 106% ของความจุเก็บกัก
- เขื่อนประแสร์ มีปริมาณน้ำ 286 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็น 97% ของความจุเก็บกัก
สำหรับแนวโน้มช่วงวันที่ 9–12 ตุลาคม ภาคกลางและภาคตะวันออก รวมถึงกรุงเทพมหานครและปริมณฑล จะมีฝนเพิ่มขึ้นในระยะแรก ก่อนลดลงในระยะถัดไป ส่วนภาคใต้ยังมีฝนต่อเนื่องและมีฝนตกหนักถึงหนักมากตามการคาดการณ์ของ สทนช.
ที่มา: สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ







