
น้ำปิงถึงชัยนาท 2 ต.ค. สทนช.คุมเจ้าพระยาตอนล่างไม่เกิน 3,000 ลบ.ม.
สทนช.คาดน้ำปิงถึงอยุธยา 3 ต.ค. ทยอยเพิ่มระบายเขื่อนเจ้าพระยา คุมน้ำตอนล่างไม่เกิน 3,000 ลบ.ม./วินาที ประเมินระดับน้ำ กทม.ยังต่ำกว่าคันป้องกัน
KEY
POINTS
- มวลน้ำปิงถึงนครสวรรค์แล้ว คาดถึงเขื่อนเจ้าพระยา 2 ต.ค. และพระนครศรีอยุธยา 3 ต.ค. ทำให้ระดับน้ำเริ่มสูงขึ้น
- ทยอยเพิ่มระบายเขื่อนเจ้าพระยาวันละ 100 ลบ.ม./วินาที คุมไม่เกิน 2,500 ลบ.ม./วินาที และคุมน้ำรวมตอนล่างไม่เกิน 3,000 ลบ.ม./วินาที
- น้ำแควน้อยเริ่มลดลง ขณะที่เขื่อนวชิราลงกรณเริ่มระบายวันละ 40 ล้าน ลบ.ม. สทนช.ระบุจะทยอยเติมน้ำเข้าแม่กลองโดยไม่เพิ่มระดับสูงกว่าเดิม
เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2569 นายฐนโรจน์ วรรัฐประเสริฐ ผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการน้ำแห่งชาติ สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ในฐานะรองโฆษก สทนช. เปิดเผยว่า มวลน้ำจากแม่น้ำปิงที่เพิ่มขึ้นประมาณ 1,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที เคลื่อนมาถึงจังหวัดนครสวรรค์แล้ว คาดว่าจะถึงเขื่อนเจ้าพระยา จังหวัดชัยนาท วันที่ 2 ตุลาคม และถึงจังหวัดพระนครศรีอยุธยา วันที่ 3 ตุลาคม ส่งผลให้ระดับน้ำเริ่มปรับสูงขึ้น
สทนช.วางแผนควบคุมปริมาณน้ำที่ไหลผ่านเขื่อนเจ้าพระยาไม่เกิน 2,500 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที โดยเมื่อวันที่ 30 กันยายน เพิ่มการระบายเป็น 2,300 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที และจะทยอยเพิ่มวันละ 100 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที
นายฐนโรจน์ระบุว่า แนวทางดังกล่าวจะทำให้ระดับน้ำเหนือเขื่อนสูงขึ้นเล็กน้อย แต่ประเมินว่าจะไม่สูงเกินแนวป้องกันที่จังหวัดเตรียมไว้
ขณะเดียวกัน น้ำจากตอนบนของลุ่มน้ำสะแกกรัง จังหวัดอุทัยธานี ซึ่งเคลื่อนผ่านเขื่อนวังร่มเกล้า อยู่ในเกณฑ์สูงสุด หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจึงจะคงอัตราระบายผ่านเขื่อนวังร่มเกล้าไว้เท่าเดิม เพื่อชะลอน้ำและบริหารร่วมกับมวลน้ำจากนครสวรรค์ที่กำลังเคลื่อนลงมา
คุมน้ำป่าสักก่อนรวมเจ้าพระยาที่อยุธยา
สำหรับลุ่มน้ำป่าสัก นายฐนโรจน์ระบุว่า เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์มีการระบายน้ำเพิ่ม 200 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ขณะที่การประเมินช่วงเช้าพบว่า น้ำไหลเข้าเขื่อนลดลงเหลือ 100 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาทีแล้ว
แผนระยะถัดไปจะควบคุมการระบายจากเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ไม่เกิน 300 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที รวมถึงควบคุมการระบายผ่านเขื่อนพระราม 6 ไม่เกินอัตราเดียวกัน เพื่อลดผลกระทบต่อพื้นที่ตอนล่าง
น้ำจากลุ่มน้ำป่าสักจะไปรวมกับแม่น้ำเจ้าพระยาที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ก่อนไหลผ่านปทุมธานี นนทบุรี กรุงเทพมหานคร และสมุทรปราการ โดย สทนช.ประเมินว่าปริมาณน้ำรวมจะอยู่ในเกณฑ์ไม่เกิน 3,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที
สำหรับกรุงเทพมหานคร สทนช.ประเมินว่า หากปริมาณน้ำอยู่ในเกณฑ์ดังกล่าว ระดับน้ำจะสูงขึ้น แต่ยังต่ำกว่าคันป้องกันน้ำท่วมของกรุงเทพมหานครประมาณ 40 เซนติเมตร
แม่กลองเริ่มคลี่คลาย แต่น้ำยังเคลื่อนลงราชบุรี–สมุทรสงคราม
สถานการณ์ลุ่มน้ำแม่กลองเริ่มมีแนวโน้มลดลง โดยเมื่อวันที่ 30 กันยายน ระดับน้ำในแม่น้ำแควน้อยลดลง 2.50 เมตร และน้ำได้ไหลผ่านเขื่อนแม่กลองในอัตรา 2,200 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที
นายฐนโรจน์ระบุว่า หน่วยงานที่เกี่ยวข้องหารือถึงแนวโน้มการควบคุมบานระบายเขื่อนแม่กลอง ซึ่งเริ่มอยู่ในเกณฑ์ที่บริหารได้ และมีแนวโน้มปรับลดการเปิดบานระบายให้สัมพันธ์กับน้ำจากตอนเหนือ
อย่างไรก็ตาม มวลน้ำยังเคลื่อนต่อไปยังจังหวัดราชบุรีและสมุทรสงคราม โดยเฉพาะอำเภออัมพวา ซึ่งระดับน้ำกำลังสูงขึ้น สทนช.ประเมินว่าสถานการณ์จะไม่รุนแรงกว่าเดิม เนื่องจากฝนตกประปราย
ส่วนเขื่อนวชิราลงกรณ ซึ่งก่อนหน้านี้ใช้หน่วงน้ำและชะลอการระบาย ขณะนี้มีระดับน้ำเกือบเต็มเขื่อน จึงเริ่มระบายน้ำวันที่ 1 ตุลาคม ในปริมาณวันละ 40 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือประมาณ 500 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที
น้ำส่วนนี้จะใช้เวลา 2–3 วันทยอยเข้าสู่เขื่อนแม่กลอง โดยนายฐนโรจน์ระบุว่า จะบริหารการระบายเพื่อไม่ให้สมทบจนระดับน้ำในแม่กลองสูงกว่าเดิม







