posttoday
ท้ายเขื่อนเตรียมรับน้ำ ยกขึ้นที่สูง เฝ้าระวังป่าสักระบายสมทบเจ้าพระยา

ท้ายเขื่อนเตรียมรับน้ำ ยกขึ้นที่สูง เฝ้าระวังป่าสักระบายสมทบเจ้าพระยา

01 ตุลาคม 2569

ผศ.ดร.สิตางศุ์ ประเมินเขื่อนเจ้าพระยาอาจระบายถึง 2,800 ลบ.ม./วินาที เตือนท้ายเขื่อนเตรียมรับน้ำ จับตาน้ำทะเลหนุนซ้ำเติม กทม. 1–3 ต.ค.69

KEY

POINTS

  • เขื่อนเจ้าพระยามีแนวโน้มเพิ่มการระบายน้ำเป็นขั้นบันได และอาจถึง 2,800 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที เสี่ยงเกินความจุลำน้ำท้ายเขื่อน
  • จับตาน้ำจากเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ไหลสมทบ หากน้ำผ่านสถานี C.19B ปทุมธานีเกิน 3,600 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที อาจล้นคันกั้นน้ำและกระทบกรุงเทพฯ
  • แนะประชาชนยกของตามความเสี่ยงแต่ละพื้นที่ พร้อมเสนอ กทม. เร่งสูบน้ำช่วงน้ำลง และพิจารณาเปิดประตูระบายน้ำลาดกระบังเพิ่ม

เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2569 ผศ.ดร.สิตางศุ์ พิลัยหล้า นักวิชาการจากภาควิชาวิศวกรรมทรัพยากรน้ำ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ประเมินว่า เขื่อนเจ้าพระยามีแนวโน้มต้องเพิ่มการระบายน้ำเพื่อรองรับน้ำเหนือที่ไหลลงมาต่อเนื่อง โดยอาจเพิ่มสูงถึง 2,800 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที

 

พร้อมเตือนประชาชนท้ายเขื่อนและชุมชนริมน้ำเตรียมยกของขึ้นที่สูง ขณะที่กรุงเทพมหานครต้องเฝ้าระวังน้ำทะเลหนุนช่วงวันที่ 1–3 ตุลาคม โดยเฉพาะหากมีฝนตกหนักร่วมด้วย

 

ผศ.ดร.สิตางศุ์ระบุว่า การคงอัตราระบายน้ำไว้ที่ 2,200–2,300 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาทีอาจไม่สามารถรองรับสถานการณ์ได้ และคาดว่าจะต้องทยอยเพิ่มเป็น 2,500 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาทีแบบขั้นบันได

 

ปัจจัยสำคัญคือปริมาณน้ำผ่านสถานี C.2 จังหวัดนครสวรรค์ ซึ่งเพิ่มขึ้นแตะ 2,700–2,900 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ประกอบกับน้ำจากแม่น้ำสะแกกรัง จังหวัดอุทัยธานี ที่ไหลลงมาสมทบ ทำให้ปริมาณน้ำก่อนเข้าเขื่อนเจ้าพระยาอาจมากกว่า 3,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที แม้จะผันน้ำเข้าทุ่งทั้งฝั่งซ้ายและฝั่งขวาแล้วก็ตาม

ผศ.ดร.สิตางศุ์ระบุว่า การคงอัตราระบายน้ำไว้ที่ 2,200–2,300 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาทีอาจไม่สามารถรองรับสถานการณ์ได้ และคาดว่าจะต้องทยอยเพิ่มเป็น 2,500 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาทีแบบขั้นบันได

 

ปัจจัยสำคัญคือปริมาณน้ำผ่านสถานี C.2 จังหวัดนครสวรรค์ ซึ่งเพิ่มขึ้นแตะ 2,700–2,900 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ประกอบกับน้ำจากแม่น้ำสะแกกรัง จังหวัดอุทัยธานี ที่ไหลลงมาสมทบ ทำให้ปริมาณน้ำก่อนเข้าเขื่อนเจ้าพระยาอาจมากกว่า 3,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที แม้จะผันน้ำเข้าทุ่งทั้งฝั่งซ้ายและฝั่งขวาแล้วก็ตาม

ผศ.ดร.สิตางศุ์ พิลัยหล้า

สำหรับการเตรียมบ้านเรือน ผศ.ดร.สิตางศุ์แนะนำให้ประชาชนปรับระดับการยกของตามพื้นที่และความเสี่ยง ดังนี้

 

นอกคันกั้นน้ำในชัยนาท สิงห์บุรี อ่างทอง และพระนครศรีอยุธยา เตรียมยกของให้รองรับสถานการณ์ที่เขื่อนเจ้าพระยาระบายน้ำ 2,800 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ส่วนพื้นที่นอกคันกั้นน้ำในปทุมธานี ให้เตรียมรับกรณีปริมาณน้ำถึง 3,600 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที

 

ในคันกั้นน้ำ โดยเฉพาะชุมชนริมน้ำ ยกของสูงประมาณระดับเอวผู้ใหญ่ หรือราว 80 เซนติเมตร เพื่อรับมือกรณีน้ำกระฉอกข้ามคันกั้นน้ำ

 

พื้นที่ทั่วไปที่ไม่ติดริมน้ำแต่เสี่ยงน้ำท่วมขัง ยกของให้พ้นระดับเข่า หรือสูงกว่าประมาณ 45–50 เซนติเมตร

พื้นที่รังสิต ยกของสูงอย่างน้อย 50 เซนติเมตร เนื่องจากระบายน้ำออกได้ยาก

พื้นที่นอกคันกั้นน้ำในกรุงเทพฯ ยกของให้สูงกว่าระดับน้ำที่เคยท่วมในปีที่ผ่านมา

 

ส่วนพื้นที่ในแนวคันกั้นน้ำของกรุงเทพฯ ผศ.ดร.สิตางศุ์ชี้ว่า แม้น้ำเจ้าพระยาจะยังไม่ข้ามคันกั้นน้ำ แต่ต้องจับตาน้ำทะเลหนุนช่วงวันที่ 1–3 ตุลาคม หากเกิดฝนตกหนักกระจายทั่วทั้ง 50 เขตพร้อมกัน จะเป็นปัจจัยซ้ำเติมสถานการณ์อย่างรุนแรง

 

จึงเสนอให้ กทม. ใช้ “เวลาทอง” ช่วงน้ำลงประมาณ 10.00 น. ระดมเครื่องสูบน้ำเร่งระบายออกสู่ทะเล ก่อนน้ำทะเลจะกลับมาหนุนสูงอีกครั้งช่วงเย็นประมาณ 18.00 น.

 

สำหรับเขตลาดกระบัง ผศ.ดร.สิตางศุ์เสนอให้ผู้บริหาร กทม. พิจารณายกบานประตูระบายน้ำเพิ่มขึ้น เพื่อเปิดทางให้น้ำท่วมขังไหลไปทางจังหวัดสมุทรปราการและระบายออกสู่ปากอ่าวได้เร็วขึ้น

แหล่งที่มา: เจาะลึกทั่วไทย inside thailand

ภาพปก : เทศบาลนครปากเกร็ดวางแนวกระสอบทรายรับน้ำเหนือ-เขื่อนเจ้าพระยาระบายเพิ่ม

ข่าวล่าสุด

ทรู หนุนแอป ‘THIM’ มอบซิมฟรี แจกเน็ต รับนักท่องเที่ยวต่างชาติตั้งแต่ก้าวแรก

ทรู หนุนแอป ‘THIM’ มอบซิมฟรี แจกเน็ต รับนักท่องเที่ยวต่างชาติตั้งแต่ก้าวแรก