
เฝ้าระวัง “คราบสีรุ้ง”บุกน้ำท่วมปราจีนฯ จับตาต้นทางกากอุตสาหกรรม!
คราบสีรุ้งคล้ายน้ำมันยาวกว่า 1 กม. โผล่กลางน้ำท่วมปราจีนฯ จับตาต้นทางใกล้บ่อกากอุตสาหกรรม เร่งตรวจสารปนเปื้อน หวั่นกระทบชุมชนและพื้นที่เกษตร
เกิดข้อสังเกตด้านสิ่งแวดล้อมในพื้นที่ จ.ปราจีนบุรี หลังประชาชนส่งภาพถ่ายจากการบินสำรวจสถานการณ์น้ำท่วม พบคราบสีรุ้งลักษณะคล้ายน้ำมันลอยอยู่บนผิวน้ำบริเวณพื้นที่ทุ่งนา ต.หัวหว้า อ.ศรีมหาโพธิ จ.ปราจีนบุรี
โดยคราบดังกล่าวปรากฏเป็นแนวยาวไม่น้อยกว่า 1 กิโลเมตร ท่ามกลางพื้นที่ที่กำลังมีน้ำท่วมขังจากสถานการณ์ฝนและน้ำหลาก
ข้อมูลจากประชาชนในพื้นที่ระบุว่า แนวคราบสีรุ้งคล้ายน้ำมันไหลผ่านพื้นที่น้ำท่วมบริเวณบ้านสระมะเขือ บ้านคู้ลำพัน และบ้านโคกวัด ในพื้นที่ อ.ศรีมโหสถ
ก่อนมุ่งหน้าไปยังบริเวณทุ่งบางพรวง โดยขณะนี้ยังต้องรอการตรวจสอบจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องว่า คราบดังกล่าวมีองค์ประกอบเป็นสารชนิดใด และมีแหล่งกำเนิดจากจุดใด
จุดที่ถูกตั้งข้อสังเกตอยู่ในพื้นที่ใกล้กับศูนย์บริการบำบัดกากอุตสาหกรรมของบริษัทเอกชนแห่งหนึ่ง ซึ่งตั้งอยู่หมู่ 6 ต.หัวหว้า อ.ศรีมหาโพธิ จ.ปราจีนบุรี โดยข้อมูลจากบริษัทระบุว่า
ศูนย์ดังกล่าวให้บริการจัดการกากอุตสาหกรรม ทั้งการคัดแยก ฝังกลบ การผลิตเชื้อเพลิงทดแทน และการรีไซเคิล และระบุว่ามีใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงานประเภท 105 และ 106
สำหรับประเภทกิจการ 105 เกี่ยวข้องกับการคัดแยกและฝังกลบสิ่งปฏิกูลหรือวัสดุที่ไม่ใช้แล้วที่ไม่เป็นของเสียอันตราย
ขณะที่ประเภท 106 ครอบคลุมกิจการเกี่ยวกับการนำน้ำมันหล่อลื่นใช้แล้วหรือสารทำละลายมาผ่านกรรมวิธีทางอุตสาหกรรมเพื่อผลิตเป็นเชื้อเพลิงทดแทน รวมถึงกิจกรรมจัดการวัสดุที่ไม่ใช้แล้วในรูปแบบต่าง ๆ ตามที่ได้รับอนุญาต
ประเด็นที่ทำให้กรณีนี้ถูกจับตาเป็นพิเศษ คือ จ.ปราจีนบุรีเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่มีสถิติการลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรมและการปล่อยน้ำเสียในระดับสูง
จากข้อมูลที่มูลนิธิบูรณะนิเวศรวบรวมจากข่าวสารที่ปรากฏต่อสาธารณะระหว่างปี 2560–2568 พบเหตุลักลอบปล่อยน้ำเสีย 265 ครั้ง และลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรม 117 ครั้ง รวม 382 ครั้งทั่วประเทศ
โดยภาคตะวันออกเป็นพื้นที่ที่พบเหตุการณ์มากที่สุด และเมื่อจำแนกรายจังหวัดพบ ระยอง 43 ครั้ง ชลบุรี 35 ครั้ง และปราจีนบุรี 30 ครั้ง
ข้อมูลดังกล่าวสะท้อนว่า ปัญหาของเสียอุตสาหกรรมในภาคตะวันออกไม่ได้เป็นเพียงเหตุเฉพาะจุด แต่เป็นปัญหาที่เกิดขึ้นต่อเนื่องและถูกติดตามมาหลายปี
โดยเฉพาะปราจีนบุรีที่มีทั้งพื้นที่อุตสาหกรรมและกิจการที่เกี่ยวข้องกับการจัดการหรือรีไซเคิลของเสีย ขณะที่ในปี 2569 ยังมีการลงพื้นที่ตรวจสอบปัญหาการลักลอบทิ้งของเสียในหลายจุดของจังหวัดอย่างต่อเนื่อง รวมถึงพื้นที่ อ.ศรีมหาโพธิ และ อ.กบินทร์บุรี
ก่อนหน้านี้ มูลนิธิบูรณะนิเวศยังติดตามกรณีการลักลอบทิ้งของเสียในพื้นที่ปราจีนบุรีและจังหวัดใกล้เคียง โดยมีการรายงานถึงปัญหาขยะอิเล็กทรอนิกส์ พลาสติก และของเสียจากกระบวนการอุตสาหกรรม
รวมถึงกรณีที่เจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ตรวจสอบและพบการระบายน้ำปนเปื้อนจากกระบวนการรีไซเคิลในบางพื้นที่ของจังหวัด
อย่างไรก็ตาม สำหรับ คราบสีรุ้งที่พบเหนือผิวน้ำในครั้งนี้ ยังไม่สามารถสรุปได้ว่ามีต้นทางมาจากบ่อฝังกลบหรือกิจการของบริษัทใด
การระบุแหล่งกำเนิดจำเป็นต้องอาศัยการตรวจสอบเส้นทางการไหลของน้ำ การตรวจสภาพพื้นที่ต้นทาง และการเก็บตัวอย่างคราบหรือน้ำไปวิเคราะห์ทางห้องปฏิบัติการ เพื่อเปรียบเทียบองค์ประกอบของสารกับแหล่งต้องสงสัย
สิ่งที่ต้องจับตาต่อจากนี้จึงไม่ใช่เพียงว่า “คราบมาจากไหน” แต่รวมถึงคำตอบว่า น้ำท่วมกำลังพาสารปนเปื้อนจากพื้นที่ใดไหลไปทางไหน
และมีโอกาสกระทบพื้นที่เกษตร แหล่งน้ำ หรือชุมชนปลายน้ำมากน้อยเพียงใด โดยเฉพาะเมื่อแนวคราบที่ประชาชนพบมีระยะทางไม่น้อยกว่า 1 กิโลเมตร
ภาพและข้อมูลเบื้องต้น: ประชาชนจังหวัดปราจีนบุรี
ข้อมูลสถิติการลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรมและการปล่อยน้ำเสีย: มูลนิธิบูรณะนิเวศ (EARTH)







