
ป.ป.ช. ลุยล้างบางทุจริตสอบท้องถิ่น-ส่วยภูเก็ต เชิญ "บิ๊กเต่า-ตร." ให้ข้อมูล
กมธ.ป.ป.ช. ลุยล้างบางทุจริตสอบท้องถิ่น-ส่วยภูเก็ต เชิญ "บิ๊กเต่า-ตร." ให้ข้อมูลเดินหน้าสาวไส้ถึงตัวการใหญ่แบบไร้ข้อยกเว้น พร้อมเตรียมดำเนินคดีผู้พาดพิงทำสภาเสื่อมเสีย
นายอาสพลธ์ สรรณ์ไตรภพ ประธานคณะกรรมาธิการการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ (กมธ.ป.ป.ช.) สภาผู้แทนราษฎร แถลงก่อนการประชุมเพื่อพิจารณาเรื่องการทุจริตจัดสอบท้องถิ่นและปัญหาส่วยในจังหวัดภูเก็ต โดยวันนี้ได้เชิญ พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว รองผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง เข้าชี้แจงข้อมูลเชิงลึกและความคืบหน้าคดี หลังผ่านพ้นเหตุการณ์บุกจับกุมที่จังหวัดนนทบุรีมานานกว่า 10 วัน เพื่อตอบข้อกังวลของสังคมและติดตามการดำเนินคดีกับข้าราชการ 10 คนที่ถูกจับกุม
นายอาสพลธ์ ยืนยันว่า กมธ. จะติดตามเรื่องนี้อย่างใกล้ชิดเพื่อสาวให้ถึงตัวการใหญ่ ไม่ใช่จับเพียงแค่ "ปลาซิวปลาสร้อย" และจะไม่มีการละเว้นเด็ดขาด แม้ว่าผู้เกี่ยวข้องจะเป็น สส. ของพรรคภูมิใจไทยก็ตาม เนื่องจากเรื่องดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจาก นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ลงนามบันทึกข้อตกลง (MOU) ร่วมกับ 5 หน่วยงาน เพื่อกวาดล้างขบวนการทุจริตข้อสอบอย่างจริงจัง
สำหรับกรณีที่ นายพงศกรณ์ เสาร์ทน หรือ กฤต ได้พาดพิงถึง กมธ.ป.ป.ช. โดยระบุห้วงเวลาปี 2568 และอ้างว่ามีการล่อซื้อนั้น นายอาสพลธ์ ปฏิเสธว่าตนไม่ได้อยู่ใน กมธ. ช่วงเวลานั้น และจากการตรวจสอบไม่พบชื่อบุคคลที่ถูกอ้างว่าเป็นที่ปรึกษา กมธ. มีเพียงบุคคลนามสกุลเดียวกันที่เป็นที่ปรึกษาประธาน กมธ. ในสมัยนั้น นอกจากนี้ กมธ. ไม่เคยมีพฤติกรรมล่อซื้อตามที่กล่าวอ้าง การกระทำดังกล่าวสร้างความเสียหายต่อภาพลักษณ์ของ กมธ. และสภาผู้แทนราษฎร ทำให้ประชาชนเข้าใจผิดว่าเป็นแหล่งเรียกรับผลประโยชน์ จึงเตรียมให้เจ้าหน้าที่ทำหนังสือถึงประธานสภาฯ เพื่อให้สำนักกฎหมายพิจารณาดำเนินคดีกับผู้พาดพิง พร้อมขอให้ประธานสภาฯ วางมาตรการป้องกันบุคคลภายนอกนำชื่อ กมธ. ไปแอบอ้างเรียกรับผลประโยชน์
ส่วนข้อเสนอที่จะให้กลับไปใช้วิธีให้ท้องถิ่นจัดสอบเองนั้น นายอาสพลธ์ ชี้ว่าที่ผ่านมาไม่ว่าจะจัดสอบโดยส่วนกลางหรือท้องถิ่น เช่น กรณีจังหวัดมหาสารคามหรือกาฬสินธุ์ที่ศาลมีคำพิพากษาไปแล้ว ก็พบว่ามีการทุจริตเกิดขึ้นหากมาตรการไม่ดีพอ กมธ. จึงจะใช้โอกาสนี้ศึกษาเพื่อเปลี่ยนแปลงกระบวนการจัดสอบ โดยอนาคตมีแนวคิดจะเชิญสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) มาร่วมหารือ เนื่องจาก ก.พ. มีประวัติการจัดสอบที่โปร่งใสและไม่เคยมีข่าวทุจริต
นอกจากนี้ ยังมองเห็นแนวทางผ่านร่างพระราชบัญญัติระเบียบบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่น ที่อยู่ระหว่างการพิจารณาของวุฒิสภา (สว.) หากมีการแก้ไขเนื้อหาเพื่ออำนาจให้ ก.พ. เป็นผู้จัดสอบภาค ก. ของท้องถิ่นแทน ทางรัฐบาลและสภาก็จะต้องร่วมกันเสนอร่าง พ.ร.บ. ของ ก.พ. เพื่อรองรับอำนาจหน้าที่ดังกล่าวต่อไป เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาทุจริตซ้ำรอยในการจัดสอบอีก 2-3 ปีข้างหน้า







