“สรรเพชญ” ตรวจสายใต้ รับสงกรานต์ คุมเข้มความปลอดภัย-ห้ามขึ้นค่าตั๋ว
“สรรเพชญ” รมช.คมนาคม ตรวจความพร้อมสถานีขนส่งสายใต้รับช่วงสงกรานต์ คาดมีผู้โดยสารเดินทางเฉลี่ย 1.2 หมื่นคนต่อวัน ย้ำตรวจเข้มรถ-คนขับ ยืนยันไม่ขึ้นค่าตั๋ว
KEY
POINTS
- รมช.คมนาคม ลงพื้นที่ตรวจความพร้อมสถานีขนส่งสายใต้รับเทศกาลสงกรานต์ พร้อมกำชับมาตรการความปลอดภัยอย่างเข้มงวด
- ยืนยันไม่มีการปรับขึ้นราคาค่าโดยสารในช่วงเทศกาล เพื่อไม่เป็นการสร้างภาระค่าใช้จ่ายให้กับประชาชน
- คุมเข้มกฎหมายให้พนักงานขับรถโดยสารขับรถไม่เกิน 4 ชั่วโมงและต้องหยุดพัก เพื่อความปลอดภัยสูงสุดของผู้โดยสาร
วันนี้ (10 เมษายน 2569) นายสรรเพชญ บุญญามณี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมสถานีขนส่งผู้โดยสารกรุงเทพ (บรมราชชนนี) หรือสายใต้ เพื่อติดตามความพร้อมการให้บริการประชาชนที่ทยอยเดินทางกลับภูมิลำเนาในช่วงเทศกาลสงกรานต์ โดยเฉพาะเส้นทางภาคใต้
การลงพื้นที่ครั้งนี้มี นายชีพ น้อมเศียร รองอธิบดีกรมการขนส่งทางบก พร้อมด้วย นายชญศักดิ์ รตินนท์สกุล หัวหน้างานบริหารกิจการเดินรถบรมราชชนนี (สายใต้) และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ร่วมให้ข้อมูลเกี่ยวกับมาตรการรองรับผู้โดยสาร ทั้งการจัดรถโดยสารให้เพียงพอ การตรวจสภาพรถ และการเตรียมความพร้อมของพนักงานขับรถทุกคน ทุกสถานี
นายสรรเพชญ กล่าวว่า การลงพื้นที่ครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อสร้างความมั่นใจให้ประชาชนในการเดินทาง โดยได้เน้นย้ำให้ผู้ประกอบการและเจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายปฏิบัติตามมาตรการความปลอดภัยอย่างเคร่งครัด ทั้งการตรวจสภาพรถโดยสารก่อนให้บริการ และการดูแลความพร้อมของพนักงานขับรถให้มีสภาพร่างกายและจิตใจที่พร้อม เพื่อความปลอดภัยสูงสุดของผู้โดยสารตลอดเส้นทาง
ทั้งนี้ สถานีขนส่งสายใต้มีการจัดเที่ยวรถโดยสารประมาณ 600 เที่ยวต่อวัน และคาดว่าจะมีผู้โดยสารใช้บริการเฉลี่ยประมาณ 12,000 คนต่อวัน และคาดว่าในวันพรุ่งนี้จะมีผู้โดยสารเดินทางมากขึ้น ซึ่งจะต้องมีการเตรียมความพร้อมอย่างรอบด้าน เพื่อรองรับการเดินทางของประชาชนให้เป็นไปอย่างสะดวกและปลอดภัย
นอกจากนี้ ยังได้ตรวจสอบการจำหน่ายตั๋วโดยสาร ซึ่งยืนยันว่าไม่มีการปรับขึ้นราคาในช่วงเทศกาลสงกรานต์และวันหยุดยาว เพื่อไม่ให้เป็นภาระค่าใช้จ่ายของประชาชน
ในช่วงท้าย นายสรรเพชญ ได้กำชับถึงมาตรการและกฎหมายที่กรมการขนส่งทางบก ได้กำหนดให้รถบรรทุกและรถโดยสารขับต่อเนื่องไม่เกิน 4 ชั่วโมง และต้องหยุดพักอย่างน้อย 30 นาที จึงจะขับต่อได้อีกไม่เกิน 4 ชั่วโมง (รวมไม่เกิน 8 ชั่วโมง ใน 24 ชม.) เพื่อป้องกันง่วงหลับใน เพื่อให้ประชาชนเดินทางกลับภูมิลำเนาได้อย่างอุ่นใจและปลอดภัยในทุกเส้นทาง


