กลุ่มคนขับแอปพลิเคชั่น ร้องสมาคมเช่าซื้อ ปลดล็อกจดทะเบียน รย.18
ตัวแทนผู้ขับขี่รถรับจ้างผ่านแอปฯ ยื่นหนังสือถึงสมาคมธุรกิจเช่าซื้อไทย ขอผ่อนปรนเงื่อนไขดอกเบี้ยและประกันภัย เพื่อลดอุปสรรคการจดทะเบียนรถสาธารณะ (รย.18) ให้ถูกต้องตามกฎหมายก่อนเส้นตาย 31 มี.ค. นี้
KEY
POINTS
- กลุ่มคนขับรถรับจ้างผ่านแอปฯ ยื่นหนังสือถึงสมาคมธุรกิจเช่าซื้อไทย เพื่อขอให้ช่วยผ่อนปรนเงื่อนไขการเช่าซื้อที่เป็นอุปสรรคต่อการจดทะเบียนรถเป็นรถสาธารณะ (รย.18)
- ผู้ขับขี่ระบุว่าติดปัญหาเงื่อนไขจากบริษัทลีสซิ่ง ขั้นตอนที่ซับซ้อน และมีค่าใช้จ่ายในการจดทะเบียนสูงถึง 50,000 - 80,000 บาทต่อคัน ซึ่งเป็นภาระหนัก
- ปัจจุบันมีผู้ขับขี่ที่จดทะเบียนถูกต้องไม่ถึงครึ่งจากจำนวนทั้งหมด และเรียกร้องให้ขยายเวลากำหนดการจดทะเบียนที่จะสิ้นสุดในวันที่ 31 มีนาคม 2569 ออกไป
กลุ่มผู้ขับขี่รถรับจ้างผ่านแอปฯ บุกสมาคมเช่าซื้อ เร่งแก้ปมจดทะเบียนรถสาธารณะ
สมาคมธุรกิจเช่าซื้อไทย กลุ่มตัวแทนผู้ขับขี่รถยนต์รับจ้างผ่านแอปพลิเคชัน นำโดยนายวิศรุธ พุฒหอม และนายจิรภัทร โสภาลัย ได้เข้ายื่นหนังสือถึงนายศรัณย์ ทองธรรมชาติ ประธานกรรมการสมาคมธุรกิจเช่าซื้อไทย เพื่อขอความช่วยเหลือและเสนอแนวทางผ่อนปรนเงื่อนไขการเช่าซื้อรถยนต์ ซึ่งปัจจุบันกลายเป็นอุปสรรคสำคัญที่ทำให้ผู้ขับขี่ไม่สามารถจดทะเบียนรถยนต์เป็นประเภทสาธารณะ (รย.18) ได้ตามกฎหมาย
ทางกลุ่มระบุว่า ผู้ขับขี่จำนวนมากต้องการเข้าสู่ระบบให้ถูกต้อง แต่ติดปัญหาด้านเงื่อนไขของสถาบันการเงินและบริษัทลีสซิ่ง ทั้งเรื่องขั้นตอนที่ซับซ้อนและค่าใช้จ่ายแฝงจำนวนมาก
โดยนายวิศรุธ ตัวแทนกลุ่มฯ เปิดเผยว่าในสภาวะเศรษฐกิจปัจจุบันที่ค่าครองชีพและราคาเชื้อเพลิงสูงขึ้น ค่าใช้จ่ายในการนำรถไปจดทะเบียนที่สูงถึง 50,000 - 80,000 บาทต่อคัน กลายเป็นภาระที่หนักเกินไปสำหรับคนหาเช้ากินค่ำ
ปัจจุบันข้อมูลจากกรมการขนส่งทางบกพบว่า มีผู้ขับขี่ในระบบ Driver Verify กว่า 36,896 ราย แต่มีผู้จดทะเบียนถูกต้องไม่ถึงครึ่ง หรือเพียง 14,918 รายเท่านั้น
ขณะที่เส้นตายการจดทะเบียนถูกกำหนดไว้ในวันที่ 31 มีนาคม 2569 ซึ่งหากพ้นกำหนดจะมีโทษปรับและจำคุกตามกฎหมายอย่างเข้มงวด
นอกจากนี้ยังมีปัญหาด้านศักยภาพในการให้บริการจดทะเบียนของเจ้าหน้าที่ในกรุงเทพฯ ที่รองรับได้เพียง 500 คันต่อสัปดาห์ ซึ่งอาจต้องใช้เวลานานถึง 2 ปีกว่าจะดำเนินการได้ครบถ้วน กลุ่มผู้ขับขี่จึงเรียกร้องให้มีการทบทวนขยายเวลาออกไปควบคู่กับการแก้ปัญหาเชิงนโยบาย


