"บิ๊กโจ๊ก" ส่งทนายฟ้อง "บิ๊กเต่า" ฐานปฏิบัติหน้าที่มิชอบ
"บิ๊กโจ๊ก" ส่ง ทนายยื่นศาลอาญาคดีทุจริตฯ เอาผิด"บิ๊กเต่า-ผู้การปป." ม.157 ชี้สอบสวนเกินอำนาจ เพิ่มกรอบอำนาจตัวเอง ปมคดีสินบนทองคำ
นายสัญญาภัชระ สามารถ ทนายความผู้รับมอบอำนาจจาก พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล อดีตรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เดินทางยื่นฟ้องต่อต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง กรณี พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว รองผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง, พล.ต.ต.ประสงค์ เฉลิมพันธ์ ผู้บังคับการป้องกันปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ (ผบก.ปปป.) และคณะพนักงานสอบสวน ในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ฐานเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือโดยทุจริต ก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้อื่น
สืบเนื่องจากกรณีเมื่อวันที่ 21 มกราคม 2569 สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) มีมติคืนสำนวนการสอบสวนกรณีกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง ส่งคำกล่าวโทษให้ดำเนินคดีกับ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ในข้อหาการให้ทรัพย์สินแก่เจ้าพนักงานของรัฐ (กรรมการ ป.ป.ช.) เพื่อช่วยเหลือทางคดี โดยให้พนักงานสอบสวนดำเนินการตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 61 วรรคสอง และดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมายต่อไป
นายสัญญาภัชระ ระบุว่า คณะพนักงานสอบสวนไม่มีอำนาจดำเนินคดีดังกล่าวด้วยตนเอง รวมถึง ป.ป.ช. ด้วย การกระทำของพนักงานสอบสวนจึงเป็นการกระทำเกินขอบเขตอำนาจ ขัดต่อหลักกฎหมาย และก่อให้เกิดความเสียหายแก่ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์
ทั้งนี้ กรณีการกล่าวหาเจ้าหน้าที่รัฐและบุคคลอื่น แม้จะเป็นบุคคลที่ไม่ได้ดำรงตำแหน่งกรรมการ ป.ป.ช. แต่ข้อกล่าวหามีลักษณะพฤติการณ์เกี่ยวข้อง สนับสนุน หรือให้ทรัพย์สินแก่กรรมการ ป.ป.ช. เพื่อจูงใจให้กระทำการอันมิชอบ ซึ่งถือเป็นความผิดที่เกี่ยวเนื่องกันและต้องดำเนินการในคราวเดียวกัน
เมื่อพิจารณาตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 มาตรา 236 ประกอบพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 45 วรรคหนึ่ง กฎหมายได้กำหนดกระบวนการตรวจสอบกรรมการ ป.ป.ช. ไว้เป็นการเฉพาะ โดยผู้มีสิทธิเข้าชื่อกล่าวหาคือ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา หรือประชาชนไม่น้อยกว่า 20,000 คน และต้องยื่นต่อประธานรัฐสภา หากเห็นว่ามีเหตุอันควรสงสัย ประธานรัฐสภาจะส่งเรื่องให้ประธานศาลฎีกาแต่งตั้งคณะผู้ไต่สวนอิสระ ตามกฎหมายวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง
นายสัญญาภัชระ กล่าวว่า ตามมาตรา 28 (2) ประกอบมาตรา 30 และมาตรา 45 แห่ง พ.ร.ป. ป.ป.ช. พ.ศ. 2561 คดีที่มีลักษณะความผิดเกี่ยวเนื่องกันต้องดำเนินการในคราวเดียวกัน และอำนาจการไต่สวนต้องเริ่มต้นผ่านประธานรัฐสภาเพื่อจัดตั้งคณะผู้ไต่สวนอิสระ
ทนายความย้ำว่า การฟ้องพนักงานสอบสวนและผู้บังคับบัญชาที่เกี่ยวข้อง ไม่ได้เป็นการประวิงเวลา แต่ต้องการให้กระบวนการเป็นไปตามกฎหมาย พร้อมตั้งข้อสังเกตว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจพยายามตีความอำนาจให้ตนเองเกินกรอบ โดยพุ่งเป้าไปที่อดีตรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติเป็นพิเศษ ทั้งที่บางคดีกลับไม่เห็นความเร่งรีบในการดำเนินการ
“ผู้บังคับใช้กฎหมายต้องเคารพกรอบอำนาจ หากไม่ทำให้ถูกต้อง ประชาชนจะหวังพึ่งใครได้” นายสัญญาภัชระ กล่าว
ส่วนท่าทีของ ป.ป.ช. ที่มีมติคืนสำนวน ทนายความระบุว่า ไม่ได้มองว่าเป็นชัยชนะในยกแรก แต่สะท้อนให้เห็นแนวทางของกระบวนการยุติธรรม และตั้งคำถามว่าเหตุใดเจ้าหน้าที่จึงพยายามดำเนินการทุกอย่างด้วยตนเอง ทั้งที่มีข้อทักท้วงเรื่องอำนาจหน้าที่ตั้งแต่วันที่ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ เดินทางไปรายงานตัว
ทั้งนี้ ก่อนหน้านี้ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ระบุว่าจะดำเนินการฟ้องกลับเจ้าหน้าที่ทุกระดับที่เกี่ยวข้อง ซึ่งอาจรวมถึงผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ในฐานะผู้ออกคำสั่งของสำนักงานตำรวจแห่งชาติที่เกี่ยวข้องกับคดีดังกล่าวด้วย
สำหรับกรณี พ.ต.ท.คริษฐ์ ปริยะเกตุ นายตำรวจคนสนิทและอดีตผู้ใต้บังคับบัญชา แจ้งความดำเนินคดีกับ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ในข้อหาทำร้ายร่างกาย นายสัญญาภัชระ ระบุว่า พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ มีหลักฐานยืนยันว่าไม่ได้กระทำการตามที่ถูกกล่าวหา
ช่วงท้ายการแถลงข่าว ทนายความได้เปิดเผยประวัติการสนทนากับ พ.ต.ท.คริษฐ์ โดยระบุว่าเคยเป็นคนกลางในการส่งข้อมูลและพยานหลักฐานทางคดีหลายประเด็น มีการติดต่อกันครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2568 ก่อนจะได้พบกันอีกในภายหลัง


