"สนธิ" เปิดปมบริหารน้ำพลาด ทำอยุธยา-ภาคกลาง น้ำท่วมขังยาวนานกว่า 4 เดือน
การคาดการณ์ฝนผิดพลาด การระบายน้ำมุ่งลงแนวดิ่ง และความสับสนในอำนาจสั่งการ ทำอยุธยา–ภาคกลางกลายเป็นพื้นที่รับน้ำยืดเยื้อ ส่งผลชาวบ้านเดือดร้อนหนัก
KEY
POINTS
- การคาดการณ์ปริมาณน้ำฝนผิดพลาดและนโยบายเก็บน้ำในเขื่อนไว้มากเกินไปจนต้องเร่งระบายน้ำปริมาณมหาศาลลงสู่พื้นที่ท้ายเขื่อนที่ท่วมอยู่แล้ว
- การบริหารจัดการน้ำที่มุ่งระบายลงแนวดิ่งไปกองที่อยุธยาโดยตรง ซึ่งถูกกำหนดให้เป็นพื้นที่รับน้ำเพื่อป้องกันกรุงเทพฯ แทนที่จะกระจายน้ำเข้าทุ่งแก้มลิงเพื่อเฉลี่ยความเดือดร้อน
- ขาดเอกภาพในการสั่งการ (Single Command) ระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และเน้นการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าด้วยการเยียวยามากกว่าการลงทุนในโครงการป้องกันระยะยาว
ดร.สนธิ คชวัฒน์ นักวิชาการด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ โพสผ่านเพจ Sonthi Kotchawat บนเฟซบุ้กตั้งคำถามถึงการบริหารจัดการน้ำที่ผิดพลาดจนทำให้เกิดน้ำท่วมขังพื้นที่ลุ่มภาคกลางนานมากกว่า 4 เดือนเป็นเพราะอะไร?
การบริหารจัดการน้ำผิดพลาดจนทำให้เกิดน้ำท่วมขัง ในพื้นที่ลุ่มภาคกลางมากกว่า 4 เดือน เพราะอะไร?
1.วันที่12 ย.68 นายกรัฐมนตรีและรมว. มหาดไทย ลงพื้นที่น้ำท่วม บริเวณวัดบันไดช้าง อ.เสนา จ.พระนครศรีอยุธยาได้กล่าวขออภัยและยอมรับเรื่องการตัดสินใจระบายน้ำผิดพลาดซึ่งเป็นเหตุให้ชาวอยุธยาได้รับผลกระทบหนัก
2.มีการปรับเพิ่มการระบายน้ำล่าสุดในอัตรา 2,900 ลบ.ม./วินาที ส่งผลให้ปริ มาณน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยา แม่น้ำน้อย และคลองสาขาต่างๆ เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ข้อมูลจากปภ.พบว่า พื้นที่ 13 อำเภอ จากทั้งหมด16อำเภอของจัง หวัดอยุธยาถูกน้ำท่วมถึง162 ตำบล, 920 หมู่บ้าน และ 55 ชุมชน และมีประ ชาชนได้รับผลกระทบประมาณ59,000 ราย แม้จะไม่หนักหน่วงเทียบเท่ากับปี 2554 ที่น้ำท่วมกินพื้นที่กว้างตั้งแต่ภาคเหนือจรดภาคกลาง แต่ในพื้นที่เฉพาะแห่งและพื้นที่ลุ่มต่ำบางแห่งเช่น อยุธยา ได้รับผลกระทบหนักกว่า
3.สาเเหตุที่น้ำท่วมขังในพื้นที่ภาคกลาง ตั้งแต่ จังหวัดชัยนาท สิงห์บุรี อ่างทอง อยุธยาค่อนข้างนานเกิดจากอะไร?
3.1. การคาดการณ์ปริมาณน้ำฝนผิดพลาด นโยบายของกนช.และสนทชในปี 2568 คือปรับแผนการระบายน้ำให้มีปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำณวันที่1พฤศจิ กายน 2568 ประมาณ 80% ของความจุเก็บกัก แต่ปี2568 ฝนตกหนักตั้งแต่ต้นฤดูฝนที่ภาคเหนือ จึงทำให้เขื่อนขนาดใหญ่มีปริมาณน้ำค่อนข้างมาก จนถึงปลายฤดูฝนก็ยังไม่ได้มีการระบายน้ำออกจากเขื่อนมากนัก จากความชะล่าใจต้องการให้มีน้ำในเขื่อนแต่ละแห่งในวันที่1พฤศจิกายน 2568ได้ 80% เมื่อมีพายุและฝนตกหนักเกิดขึ้นอีกเขื่อนจึงต้องเพิ่มอัตราการระบายน้ำออกมาปริ มาณมาก แม้พื้นที่ด้านล่างจะมีน้ำขังอยู่มากอยู่แล้วก็ตาม
3.2. การบริหารจัดการน้ำมุ่งเน้นระบายในแนวดิ่งแทนที่จะเป็นแบบก้างปลาโดยเฉลี่ยทุกข์เฉลี่ยสุข ด้วยการตัดน้ำเข้าทุ่งที่เป็นแก้มลิงระหว่างทาง แต่กลับให้น้ำไหลลงไปกองอยู่ที่จังหวัดอยุธยา ซึ่งถือเป็นพื้นที่รองรับน้ำ..โดยจังหวัดอยุธยาถูกกำหนดให้เป็นพื้นที่รับน้ำเพื่อรองรับน้ำหลากโดยเฉพาะพื้นที่ลุ่มต่ำ เช่น ทุ่งบางกุ่ม ทุ่งบางกุ้ง ทุ่งป่าโมก ทุ่งผักไห่ ทุ่งบางบาล -บ้านแพน และทุ่งเจ้าเจ็ด ป้องกันน้ำเข้าสู่เขตกรุงเทพฯและปริมณฑล ตามแผนบริหารจัดการน้ำของรัฐบาลเป็นไปตามมติของคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (กนช.)ซึ่งได้มอบหมายให้กรม ชลประทาน เป็นผู้ดำเนินการ
3.3. การบริหารจัดการน้ำมีหลายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไม่ได้เป็นแบบหน่วยงานเดียวที่ตัดสินใจในการสั่งงานที่เรียกว่า Single Command ทุกวันนี้ประชาชนยังงงอยู่ว่าการที่ระบายน้ำออกมาในปริมาณต่างๆ และการเปิดประตูน้ำเพื่อให้น้ำไหลเป็นทิศทางใดเป็นอำนาจของหน่วยงานใดระหว่างกรมชลประทาน (กระทรวงเกษตรและสหกรณ์) หรือสำ นักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ/คณะกรรมการน้ำแห่งชาติ(สำนักนายกรัฐ มนตรี)
3.4.ทุกวันนี้การบริหารจัดการน้ำเป็นเพียงแค่การบรรเทา แต่ไม่ได้เน้นป้อง กัน เพียงแต่เน้นให้เกิดน้ำท่วมน้อยที่สุดในพื้นที่ต่างๆและประชาชนรับเงินชด เชยเยียวยา โดยเงินเยียวยาผู้ประสบอุทกภัยในปี 2568กำหนดให้ครัวเรือนละ 9,000 บาทใช้งบกลางกรณีฉุกเฉินไม่เกิน 6,169.98 ล้านบาทต่อปี ซึ่งใช้เงินน้อยกว่าการสร้างสิ่งก่อสร้างถาวรระยะยาวที่มีเพียงโครงการขุดคลองระ บายน้ำหลากบางบาล–บางไทรที่เห็นความก้าวหน้า.. แต่โครงการอื่นๆยังไม่เห็นเป็นรูปธรรม
จัดการแบบนี้.น้ำก็ยังคงท่วมภาคกลางทุกปี..อยุธยายังเป็นที่รองรับมวลน้ำจากภาคเหนือและฝนตกหนักต่อไป


