รัฐเร่งระบายน้ำเหนือ พร่องน้ำขัง สกัดซ้ำรอยน้ำท่วมใหญ่ 7 วันเห็นผล
ภาคกลางจมขัง 2.4 ล้านไร่ ธรรมนัสลั่นระบายน้ำเหนือ–พร่องน้ำขังให้ทันน้ำทะเลลง ใช้เครื่องผลักน้ำผลักดันสู่ทะเลภายใน 7 วันแห่งโอกาสทอง
KEY
POINTS
- รัฐบาลเร่งดำเนินแผนระบายน้ำเหนือและน้ำท่วมขังในภาคกลางภายใน 7 วัน โดยอาศัยจังหวะที่น้ำทะเลลดเพื่อผลักดันน้ำลงสู่อ่าวไทยให้ได้มากที่สุด
- กรมชลประทานได้เตรียมเครื่องสูบน้ำและเครื่องผลักดันน้ำเต็มกำลัง เพื่อช่วยกระจายและระบายน้ำออกสู่ทะเลทั้งทางฝั่งตะวันออกและตะวันตก
- เป้าหมายของแผนคือเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดวิกฤตน้ำท่วมใหญ่ซ้ำรอยปี 2554 และคาดว่าสถานการณ์จะกลับเข้าสู่ภาวะปกติภายในต้นเดือนมกราคม 2569
เปิดแผน “ธรรมนัส” ระบายน้ำเหนือ–น้ำขัง เร่งคลี่คลายวิกฤตภาคกลาง
สถานการณ์น้ำท่วมขังในภาคกลางตอนล่างกำลังเข้าสู่ช่วงวิกฤตยืดเยื้อ สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (GISTDA) เปิดภาพดาวเทียม Sentinel-1A และ 1C ชี้พื้นที่น้ำท่วมขังต่อเนื่องกว่า 2.44 ล้านไร่ ครอบคลุม 17 จังหวัด โดยเฉพาะพระนครศรีอยุธยา สุพรรณบุรี สิงห์บุรี อ่างทอง ปทุมธานี นนทบุรี และนครปฐม
GISTDA จำแนกระดับน้ำไว้ 3 โซน
สีดำ: ท่วมขังเกิน 2 เดือน (ตั้งแต่ 6 ก.ย.) บ่งชี้วิกฤตเรื้อรังในพื้นที่ลุ่มต่ำ
สีแดง: ท่วมราว 1 เดือน ตั้งแต่ต้นตุลาคม
สีส้ม : ท่วมระยะสั้นแต่น้ำยังรอระบาย
พื้นที่ “สีดำ” ส่วนใหญ่เป็นที่เกษตรกรรมและพื้นที่รับน้ำป้องกันเขตเศรษฐกิจหลัก เช่น พระนครศรีอยุธยาและนนทบุรี ระดับน้ำยังสูงกว่า 50 เซนติเมตร ทำให้ผลผลิตการเกษตรเสียหายต่อเนื่อง
ธรรมนัสนำทีมบริหารจัดการน้ำแบบบูรณาการ
ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ระบุว่า ขณะนี้ปริมาณฝนในภาคเหนือเริ่มลดลงจากการที่ร่องมรสุมเคลื่อนตัวไปทางใต้ แต่ในภาคใต้ตอนล่าง 14 จังหวัด ยังมีฝนตกชุก โดยเฉพาะนราธิวาส ยะลา และปัตตานี
ในลุ่มน้ำเจ้าพระยา ปริมาณน้ำจากเขื่อนภูมิพลและเขื่อนสิริกิติ์ไหลลงมารวมกันกว่า 54 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อวัน ขณะที่อัตราการไหลหน้าเขื่อนเจ้าพระยาอยู่ที่ 3,537 ลบ.ม./วินาที โดยมีการระบายออกซ้าย-ขวารวม 637 ลบ.ม./วินาที จึงเหลือน้ำผ่านเขื่อนประมาณ 2,900 ลบ.ม./วินาที ซึ่งเป็นระดับที่เริ่มกระทบชุมชนริมแม่น้ำในปทุมธานี-นนทบุรี
เร่งระบาย 7 วันโอกาสทอง – ใช้จังหวะน้ำทะเลลด
รัฐบาลกำหนดแผนเร่งด่วน 1 สัปดาห์ เพื่อระบายน้ำออกให้ได้มากที่สุด โดยอาศัยช่วงเวลาน้ำทะเลลดตั้งแต่ 18.00-02.00 น. ต่อเนื่องถึงวันที่ 20 พฤศจิกายน ซึ่งถือเป็น “หน้าต่างเวลา” ที่เหมาะสมที่สุดในการผลักดันน้ำลงสู่อ่าวไทย
สำนักชลประทานที่ 11 เตรียมเครื่องสูบน้ำและเครื่องผลักดันน้ำเต็มระบบ เพื่อกระจายน้ำไปทางฝั่งตะวันออกและตะวันตก ผ่านฉะเชิงเทราออกสมุทรปราการ ซึ่งก่อนหน้านี้ยังไม่สามารถเปิดเส้นทางระบายนี้ได้
เป้าหมายสู่ภาวะปกติ ม.ค.2569
แผนบริหารน้ำกำหนดเป้าหมายว่า
- ภายในกลางเดือนธันวาคม จะลดอัตราการระบายเหลือ 1,000 ลบ.ม./วินาที
- และภายในต้นเดือนมกราคม 2569 น้ำจะเข้าสู่ระดับปกติ 700 ลบ.ม./วินาที
ร.อ.ธรรมนัสย้ำว่า สถานการณ์ปีนี้จะไม่รุนแรงเท่าปี 2554 และหน่วยงานทุกภาคส่วนจะทำงานร่วมกันเต็มกำลัง เพื่อให้ประชาชนในกรุงเทพฯ นนทบุรี ปทุมธานี และสมุทรปราการ กลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติเร็วที่สุด
ภาพรวมวิกฤตน้ำปีนี้ เปรียบเหมือนการ “นำเรือใหญ่เข้าฝั่ง” ที่ต้องควบคุมทั้งทิศทางและจังหวะ เมื่อสายน้ำยังไหลแรงแต่ทะเลเริ่มลดลง ทุกวินาทีคือการแข่งกับเวลา เพื่อให้ประเทศผ่านพ้นฤดูน้ำหลากด้วยความเสียหายน้อยที่สุด.
เรียบเรียง : อมรเดช ชูสุวรรณ บรรณาธิการข่าวการเมือง
ที่มา : กรมชลประทาน , GISTDA


