หุ้นเช้า 19 มิ.ย. ดิ่งตามภูมิภาค

  • วันที่ 19 มิ.ย. 2561 เวลา 12:44 น.

หุ้นเช้า 19 มิ.ย. ดิ่งตามภูมิภาค

ดัชนีหุ้นไทยช่วงเช้าวันที่ 19 มิ.ย.ยังดิ่งหนักตามตลาดหุ้นภูมิภาคที่กังวลสงครามการค้าระหว่างสหรัฐกับจีน

ปิดตลาดช่วงเช้าที่ 1,657.27 จุดลดลง 22.41 จุดลดลง 1.33% ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 35,598.40 ล้านบาท ดัชนีเคลื่อนไหวระหว่าง 1,652.42-1,674.28 จุด

มูลค่าซื้อขาย 5อันดับ แรก

PTT  ปิดที่  48.75  บาท-0.25 บาท(-0.51%) CPALL ปิดที่  77.50 บาท -1.00บาท (-1.27%) PTTEP  ปิดที่  130.00 บาท -บาท (-) BANPU ปิดที่  20.20บาท  -0.70บาท (-3.35%) PTTGC ปิดที่  81.25 บาท +1.00บาท (+1.25%)

นายกรภัทร วรเชษฐ์ ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยและบริหารการลงทุน บริษัทหลักทรัพย์(บล.)โนมูระ พัฒนสิน กล่าวว่า ตลาดหุ้นไทยเช้านี้ปรับตัวลงกว่า 10 จุด เป็นการปรับฐานตามตลาดต่างประเทศ โดยตลาดหุ้นในภูมิภาคเอเชียเช้านี้ได้ย่อตัวลงเป็นส่วนใหญ่เฉลี่ย 1.2% จากความกังวลสงครามการค้าระหว่างสหรัฐ และจีน หลังจากที่สหรัฐเตรียมจะเก็บภาษีสินค้านำเข้าจากจีนรอบใหม่ในอัตรา 10% วงเงิน 2 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ

อย่างไรก็ดี มองว่าตลาดบ้านเราลดลงเริ่มจำกัดแล้ว เพราะที่ระดับดัชนี1,660 จุด ค่าสัดส่วนราคาต่อกำไร(พีอี)  คิดเป็น 14.8 เท่า ซึ่งต่ำกว่าค่าเฉลี่ยระยะยาวที่ 15.7 เท่า

นอกจากนี้ แรงขายของนักลงทุนต่างชาติก็เริ่มชะลอลง ดังนั้นจึงมองว่าตลาดใกล้จะฟื้นตัวได้ในระยะสั้น เพราะการท่องเที่ยว และการลงทุนในบ้านเราก็ยังดีอยู่

พร้อมให้แนวรับ 1,660 จุด ส่วนแนวต้าน 1,679-1,695 จุด

น.ส.วิลาสินี บุญมาสูงทรง ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์ บล. โกลเบล็ก  มีมุมมองว่า ตลาดหุ้นไทยยังคงมีปัจจัยกดดันจากสงครามการค้ามีแนวโน้มยืดเยื้อหลังสหรัฐประกาศรายการสินค้านำเข้าจากจีนที่จะถูกเรียกเก็บภาษีนำเข้าในอัตรา 25% เพื่อตอบโต้ที่จีนละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาของสหรัฐ  ขณะที่จีนก็ตอบโต้ด้วยการประกาศบัญชีรายการสินค้าสหรัฐที่ถูกเรียกเก็บภาษีนำเข้าเช่นกัน

รวมถึง ทิศทางการดำเนินนโยบายการเงินมีแนวโน้มทยอยความเข้มงวดมากขึ้นจากที่เคยใช้นโยบายผ่อนคลายในช่วงก่อนหน้านี้  ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ส่งสัญญาณปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายอีก 2 ครั้งในปีนี้  ส่วนธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) ส่งสัญญาณเลิกมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ(คิวอี) ในปลายปีนี้ ประกอบกับราคาน้ำมันชะลอตัวจากความกังวลเกี่ยวกับกำลังการผลิตที่เพิ่มขึ้น  ค่าเงินบาทอ่อนค่า และ เงินทุน ไหลออกต่อเนื่องในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมานักลงทุนต่างชาติขายสุทธิเพิ่มขึ้นเป็น 3.1 หมื่นล้านบาท  ยังคงกดดันต่อภาวะตลาดหุ้นไทย

ทั้งนี้ ยังคงต้องจับตาในวันที่ 20 มิ.ย. กำหนดประชุมของคณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงิน (กนง.) ครั้งที่ 4/2561 เกี่ยวกับอัตราดอกเบี้ยนโยบาย  ซึ่งฝ่ายวิจัยคาดว่ากนง.น่าจะมีมติคงอัตราดอกเบี้ยที่ระดับเดิม  และในวันเดียวกันนี้มีกำหนดประชุมคณะกรรมการกำกับดูแลการประกอบวิชาชีพบัญชี (กกบ.) เพื่อพิจารณาว่าจะเลื่อนการใช้มาตรฐานบัญชี IFRS 9 ออกไปจากเดิมในปี 62 หรือไม่  และธนาคารกลางญี่ปุ่นเปิดเผยรายงานการประชุมที่ได้ประชุมระหว่าง 14 – 15 มิ.ย. ซึ่งได้มีมติคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ระดับเดิมและการใช้นโยบายการเงินเชิงรุก  รวมถึงในวันที่ 22 มิ.ย. มีกำหนดประชุมกลุ่มโอเปกเกี่ยวกับกำลังการผลิตน้ำมัน และสหรัฐฯ อียู จีน กำหนดเปิดเผยดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (พีเอ็มไอ) ภาคการผลิตและภาคบริการเบื้องต้น

 ด้านนายณัฐวุฒิ วงศ์เยาวรักษ์ ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัย บริษัทหลักทรัพย์โกลเบล็ก จำกัด  กล่าวว่า ทิศทางตลาดหุ้นไทยมีแนวโน้มชะลอตัว คาดดัชนี  SET ผันผวนในกรอบ  1,670-1,705 จุด แนะนำซื้อเก็งกำไรหุ้นที่มีปัจจัยบวก ได้แก่ HANA เลือกเป็น Top pick ของกลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ที่ได้ประโยชน์จากเงินบาทอ่อนค่า เนื่องจากมี Div. Yield มากสุดราว 5.7% และมี Forward PER ใกล้ระดับต่ำสุดของกลุ่มที่ 12 เท่า และมีความเสี่ยงด้านต้นทุนวัตถุดิบต่ำสุดในภาวะราคาต้นทุนวัตถุดิบปรับขึ้นไปกว่า 20% ในปี 60

นอกจากนี้ยังแนะนำหุ้นที่มีโอกาสเป็นเป้าหมายในการทำตัวเลขเพื่อปิดงบได้แก่ CPALL, ADVANC, CPN, EA, GPSC และ TVO รวมถึง GGC และ EA ได้อานิสงส์จากในเดือนก.ค.รัฐปรับเพิ่มสัดส่วนการใช้ไบโอดีเซลจากสูตร B7 เป็น B20

ด้านแนวทางการลงทุนในทองคำ ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัย บล.โกลเบล็ก กล่าวว่า แรงกดดันจากการคาดการณ์ว่าเฟด จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยต่อเนื่องและถี่ขึ้น รวมทั้งการทยอยดึงเงินออกจากระบบเศรษฐกิจเร็วขึ้น ส่งผลให้เงินไหลกลับสหรัฐฯ  ทำให้เงินดอลลาร์แข็งค่า ในขณะที่การส่งสัญญาณยุติ คิวอี อย่างแน่นอนของ อีซีบี และภาวะสงครามการค้าระหว่างสหรัฐกับชาติต่าง ๆ ก็เสริมให้เงินไหลออกจากตลาดเกิดใหม่และสินทรัพย์เสี่ยง  ทำให้เงินดอลลาร์มีทิศทางที่แข็งค่าอย่างชัดเจน

ทั้งนี้ จึงกดดันให้ราคาทองคำดิ่งลงหลุดระดับ 1,300 ดอลลาร์อีกครั้ง โดยแม้ว่าค่าเงินบาทที่อ่อนจะช่วยพยุงราคาในประเทศได้บ้างบางส่วน แต่แนวโน้มราคาทองคำมีความเสี่ยงจะหลุด 1,275 ดอลลาร์ ตามแรงกดดันที่ยังมีต่อเนื่องจากปัจจัยข้างต้น ซึ่งมีโอกาสที่ราคาจะลงมาตั้งหลักที่แนวรับบริเวณ 1,240 ดอลลาร์

อย่างไรก็ตาม แนะนำ จับตา 1,280 ดอลลาร์ หากยืนได้ ควรรอจังหวะเล่น swing short เมื่อเข้าใกล้ระดับ 1,300 ดอลลาร์ แต่ถ้ายืนไม่อยู่ ควรถือหรือเล่นฝั่ง short เป็นหลัก โดยเน้นปิดทำกำไรเร็ว เพื่อลดความเสี่ยงเรื่องค่าเงิน หรือ อาจเลือก trading short ในสินค้า Gold-D

ข่าวอื่นๆ