ทริสคงเครดิตปตท.สผที่AAA

  • วันที่ 24 มี.ค. 2554 เวลา 14:42 น.

ทริสเรทติ้ง  คงอันดับเครดิตองค์กร & ตราสารหนี้ “ปตท. สผ.” ที่ “AAA” แนวโน้ม “Stable”  บริษัท ทริสเรทติ้ง  ประกาศยืนยันอันดับเครดิตองค์กรและหุ้นกู้ไม่มีประกันของ บริษัท ปตท. สำรวจและผลิตปิโตรเลียม (ปตท. สผ.) ที่ระดับ “AAA” ด้วยแนวโน้ม “Stable” หรือ “คงที่” โดยอันดับเครดิตสะท้อนสถานะผู้นำในธุรกิจสำรวจและผลิตปิโตรเลียมในประเทศไทย ปริมาณสำรองปิโตรเลียมที่มีมากพอ การสนับสนุนจากภาครัฐในฐานะที่เป็นตัวแทนรัฐบาลไทยในการถือสัมปทานปิโตรเลียม และฐานะทางการเงินที่ดี นอกจากนี ้การพิจารณาอันดับเครดิตยังคำนึงถึงการซื้อ หุ้นในสัดส่วน 40%ของโครงการทรายน้ำมัน KaiKos Dehseh Oil Sands (KKD) ที่ประเทศแคนาดา และความเสี่ยงในการดำเนินธุรกิจในต่างประเทศด้วย

แนวโน้มอันดับเครดิต “Stable” หรือ “คงที่” สะท้อนการคาดการณ์ว่าบริษัทจะยังคงดำรงฐานะทางการเงินที่แข็งแกร่งต่อไปได้แม้จะต้องเผชิญกับแผนการลงทุนที่สูงในช่วงปี 2554-2558 ทัง้ นี ้คาดว่าอัตราการก่อหนี้ข้ องบริษัทจะปรับตัวดีขึ้น ในปี 2555 จากการดำเนินตามนโยบายทางการเงินอย่างระมัดระวังและเข้มงวด อีกทั้งยังคาดว่าโครงการมอนทาราจะเริ่มการผลิตได้ตามแผนโดยไม่มีปัญหาทางกฎหมายหรือใบอนุญาตการดำเนินงาน
 
ทริสเรทติ้ง รายงานว่า ปตท. สผ. เป็นบริษัทสำรวจและผลิตปิโตรเลียมระดับแนวหน้าของประเทศซึ่งก่อตั้ง ในปี 2528 ด้วยวัตถุประสงค์ เพื่อถือสิทธิสัมปทานปิโตรเลียมในนามของรัฐบาลไทย ณ เดือนกุมภาพันธ์ 2554 บริษัท ปตท.   (ปตท.) ซึ่งเป็นบริษัทน้ำ มันและก๊าซแห่งชาติถือหุ้นใน ปตท. สผ. จำนวน 65.3%  ทั้ง ปตท. และ ปตท. สผ. ยังคงมีฐานะเป็นรัฐวิสาหกิจภายใต้พระราชบัญญัติงบประมาณของไทย การเป็นตัวแทนของรัฐที่ทำหน้าที่สำรวจและผลิตปิโตรเลียมจึงมักทำให้ ปตท. สผ. ได้รับประโยชน์ในการเข้าร่วมโครงการสัมปทานปิโตรเลียมที่สำคัญ ๆ ทั้งในประเทศและต่างประเทศ  ณ เดือนธันวาคม 2553 ปตท. สผ. มีปริมาณสำรองปิโตรเลียมที่พิสูจน์แล้วทัง้ หมดซึ่งรวมถึงแหล่งน้ำ มันในต่างประเทศที่ระดับ 1,043 ล้านบาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบ ลดลง 5.1% เมื่อเทียบกับปี 2552

โดยสัดส่วนสำรองจากโครงการในต่างประเทศคิดเป็น 41% ของปริมาณสำรองที่พิสูจน์แล้วในปี 2553 เพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากสัดส่วน 40% ในปี 2552 เมื่อพิจารณาจากปริมาณขายที่ 264,575 บาร์เรลเทียบเท่า น้ำมันดิบต่อวันในปี 2553 แล้ว ปริมาณสำรองปิโตรเลียมของบริษัทน่าจะผลิตได้นานประมาณ 9 ปี ซึ่งต่ำกว่าปริมาณสำรองของผู้ประกอบการระดับโลกที่มีค่าเฉลี่ยระหว่าง 10-15 ปีเล็กน้อย ณ เดือนกุมภาพันธ์ 2554 บริษัทมีโครงการสำรวจและผลิตปิโตรเลียมรวมทัง้ สิน้ 44 โครงการโดย 20 โครงการอยู่ในขั้นตอนการผลิต และที่เหลืออยู่ในขัน้ ตอนการสำรวจและพัฒนา

เมื่อเปรียบเทียบกับผู้ประกอบการระดับโลกรายอื่นแล้ว ทริสเรทติง้ กล่าวว่าประสิทธิภาพในการดำเนินงานของ ปตท. สผ. จัดว่าอยู่ในระดับที่แข่งขันได้แม้ว่าต้นทุนต่าง ๆ จะเพิ่มขึ้น โดยค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องโดยตรงในการผลิต (Lifting Cost) ของบริษัทปรับตัวเพิ่ม ขึ้น จาก 3.16ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบในปี 2552 เป็น 3.75 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลเทียบเท่าน้ำ มันดิบในปี 2553 ซึ่งเป็นผลมาจากค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้น ในโครงการผลิตแหล่งใหม่เป็นสำคัญ บริษัทมีต้นทุนเฉลี่ยในการสำรวจและพัฒนาปิโตรเลียมในระยะ 3 ปีที่ผ่านมาสิน้ สุด ณ ปี2553 เพิ่มขึ้น เป็น 13.58 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบจาก 11.10 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบในปี 2552 
 
ทั้งนี้   คาดว่าต้นทุนเฉลี่ยในการสำรวจและพัฒนาปิโตรเลียมจะเพิ่มขึ้นสู่ระดับ 20 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบในปี 2554 ภายหลังจากรวมต้นทุนการซื้อโครงการ KKD มูลค่า 2,276 ล้านดอลลาร์สหรัฐและค่าใช้จ่ายฝ่ายทุนที่เพิ่มขึน้ ตามแผน แม้ว่าโครงการ KKD จะช่วยทำให้ปริมาณสำรองของบริษัทแข็งแกร่งขึน้ ในระยะยาว แต่ต้นทุนการผลิตของโครงการจากแหล่งนอกรูปแบบ (Unconventional) จะสูงกว่าโครงการปกติ (Conventional) อีกทัง้ บริษัทยังอาจเผชิญกับความเสี่ยงจากการดำเนินงานจนกว่าระดับการผลิตของโครงการ KKD จะเพิ่ม ขึ้นเต็มที่ในปี 2558
 
ทริสเรท ติ้งกล่าวว่า ฐานะทางการเงินของ ปตท. สผ. ยังคงแข็งแกร่งแม้คาดว่าจะอ่อนตัวลงในปี 2554 แม้เงินบาทจะแข็งค่า 6.6%เมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ แต่บริษัทก็ยังมียอดขายเพิ่มขึ้น 19.8% เป็น 138,474 ล้านบาทในปี 2553 จากปริมาณขายที่เพิ่ม ขึ้น 13.2% เป็น264,575 บาร์เรลเทียบเท่าน้ำ มันดิบต่อวันและราคาขายเฉลี่ยที่เพิ่มขึน้ 13.4% อัตราส่วนกำไรจากการดำเนินงานก่อนค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่ายต่อรายได้จากการขายปรับตัวดีขึน้ เล็กน้อยจาก 71.6% ในปี 2552 เป็น 72.1% ในปี 2553 ในขณะที่อัตราส่วนกำไรจากการดำเนินงานก่อนดอกเบี้ยจ่าย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่ายต่อดอกเบีย้ จ่ายลดลงจาก 46.2 เท่าในปี 2552 เป็น 40 เท่าในปี 2553 ค่าใช้จ่ายฝ่ายทุนของบริษัทสำหรับปี 2554-2558 ที่ระดับ  55,000-95,000  ล้านบาทต่อปีนัน้ สูงกว่าแผนเดิมที่ตัง้ ไว้ที่ 30,000-80,000ล้านบาทต่อปี โดยส่วนที่เพิ่มขึน้ มาจากต้นทุนการผลิตและพัฒนาที่สูงขึ้น ของโครงการใหม่ ๆ อาทิ KKD ซึ่งประมาณ 49% ของค่าใช้จ่ายฝ่าย ทุนดังกล่าวจะเป็นการลงทุนในโครงการในประเทศไทย ส่วนที่เหลือจะลงทุนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (23%) อเมริกาเหนือ (18%) ประเทศ   ออสเตรเลีย (6%) และอื่น ๆ (4%) งบลงทุน 94,475 ล้านบาทในปี 2554 คาดว่าจะมาจากกระแสเงินสดจากการดำเนินงานของบริษัทจำนวน70,000-80,000 ล้านบาทต่อปีและจากเงินกู้เพิ่มเติมอีก 20,000 ล้านบาท โดยอัตราส่วนเงินกู้รวมต่อโครงสร้างเงินทุนของบริษัทจะอยู่ในระดับ สูงสุดในปี 2554 หลังจากที่จ่ายชำระเงินลงทุนในโครงการ KKD และงบลงทุน 94,475 ล้านบาทสำหรับการผลิตและพัฒนาในปี 2554

อย่างไรก็ตาม คาดว่าอัตราการก่อหนี้จ ะปรับตัวดีขึ้น ในปี 2555 และ 2556 จากการที่ ปตท.สผ. จะเริ่มการผลิตในโครงการใหม่ ๆ หลายแห่งระหว่างปี 2554-2556  ทั้งนี้  การเริ่มผลิตของโครงการต่าง ๆ ทัง้ โครงการ KKD มอนทารา เวียดนาม 16-1 บงกชใต้ เอ็ม 9 และแอลจีเรียจะช่วยเพิ่มปริมาณขายของบริษัท และเพิ่มกระแสเงินสดให้แก่บริษัทในปี 2555 และ 2556 ทริสเรทติ้ง กล่าว

 

ข่าวอื่นๆ