ครม.ไฟเขียวคลังเทขายหุ้นเก่า

  • วันที่ 09 เม.ย. 2562 เวลา 16:39 น.

ครม.ไฟเขียวคลังเทขายหุ้นเก่า

ครม.อนุมัติให้คลังขายหุ้นบริษัทเก่าผลตอบแทนต่ำไม่มีความจำเป็นต้องถือ เพื่อนำเงินมาซื้อหุ้นใหม่ที่ให้ผลตอบแทนดีกว่า

รายงานจากที่ประชุม คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบในหลักการร่างระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการจำหน่ายหุ้นและซื้อหุ้นของกระทรวงการคลัง พ.ศ. .... ตามที่กระทรวงการคลัง (กค.) เสนอ และให้ส่งคณะกรรมการตรวจสอบร่างกฎหมายและร่างอนุบัญญัติที่เสนอ ครม. ตรวจพิจารณาเป็นเรื่องด่วน แล้วดำเนินการต่อไปได้

นอกจากนี้ ยังให้กระทรวงการคลังเร่งรัดดำเนินการเสนอกฎหมายลำดับรองตามพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 เพื่อให้มีผลใช้บังคับภายในกำหนดระยะเวลา ​​สาระสำคัญของร่างระเบียบ ​1. การจำหน่ายหุ้นนิติบุคคลต้องจำหน่ายเพื่อไปซื้อหุ้นนิติบุคคลอื่น ซึ่งการจำหน่ายหุ้นนิติบุคคลให้จำหน่ายหุ้นที่มีลักษณะ ดังนี้ หุ้นที่รัฐบาลมีนโยบายให้จำหน่าย หุ้นซึ่งมีอัตราผลตอบแทนต่ำ

นอกจากนี้ ยังเป็นหุ้นที่ภาครัฐไม่มีความจำเป็นต้องถือไว้เพื่อการพัฒนาประเทศ หุ้นที่ได้จากการยึดทรัพย์ หรือหุ้นที่ได้มาโดยนิติเหตุ หุ้นที่ได้รับโอนมาจากส่วนราชการอื่นเนื่องจากหมดความจำเป็นตามนโยบายภาครัฐ หุ้นที่อยู่ในอุตสาหกรรมที่เอกชนสามารถดำเนินการได้ดีอยู่แล้ว และหุ้นของนิติบุคคลที่ถูกพิทักษ์ทรัพย์ เข้าสู่กระบวนการล้มละลาย หรือฟื้นฟูกิจการตามกฎหมายเลิกกิจการ ชำระบัญชี หรือมีสถานะร้าง ​​2. การจำหน่ายหุ้นนิติบุคคล ให้ดำเนินการผ่านตลาดหลักทรัพย์ หรือจำหน่ายให้กับสถาบันการเงินที่เป็นรัฐวิสาหกิจตามกฎหมายว่าด้วยวินัยการเงินการคลังของรัฐ หรือกองทุนซึ่งมีกฎหมายหรือมติ ครม. ให้จัดตั้งขึ้น ​​3. การจำหน่ายหุ้นนิติบุคคล โดยมีเงื่อนไขหรือกำหนดสิทธิให้สามารถซื้อหุ้นดังกล่าวทั้งหมดหรือบางส่วนคืนได้ภายในระยะเวลาที่กำหนด ต้องจำหน่ายให้สถาบันการเงินที่เป็นรัฐวิสาหกิจตามกฎหมายว่าด้วยวินัยการเงินการคลังของรัฐ หรือกองทุนซึ่งมีกฎหมาย หรือมติคณะรัฐมนตรีให้จัดตั้งขึ้น

​​4. การซื้อหุ้นนิติบุคคลให้ซื้อหุ้นที่มีลักษณะ ดังนี้ หุ้นเพื่อดำรงสัดส่วน 70% ในกรณีที่มีเงินกู้ที่กระทรวงการคลังค้ำประกันคงค้างอยู่หรือมีเงินให้กู้ต่อ หุ้นเพิ่มทุนที่จัดสรรให้แก่ผู้ถือหุ้นเดิม หุ้นนิติบุคคลที่รัฐบาลมีนโยบายให้ร่วมลงทุน หุ้นในนิติบุคคลที่ทำกิจการสาธารณูปโภคและสาธารณูปการ ​​​รวมถึงหุ้นในกิจการที่มีประโยชน์ต่อการพัฒนาประเทศและสอดคล้องกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และหุ้นในนิติบุคคลที่ซื้อคืนทั้งหมดหรือบางส่วนตามเงื่อนไขหรือสิทธิภายในระยะเวลาที่กำหนด ​​5. เงินจากการจำหน่ายหุ้นให้นำฝากไว้กับกระทรวงการคลังใน “บัญชีเงินฝากเพื่อการซื้อหุ้น” ​​ก่อนหน้านี้สำนักคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) เปิดเผยว่า มีหุ้นที่กระทรวงการคลังไม่จำเป็นต้องถือต่อไป 50 หลักทรัพย์ โดยสคร. มีหลักทรัพย์ที่อยู่ในการดูแล 109 แห่ง มูลค่าราคาตลาด 1.14 ล้านล้านบาท เป็นหลักทรัพย์รัฐวิสาหกิจที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) 6 แห่ง ได้แก่ ธนาคารกรุงไทย บริษัท การบินไทย บริษัท ปตท. บริษัท ท่าอากาศยานไทย บริษัท อสมท และบริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม ซึ่งหุ้นกลุ่มนี้เป็นกลุ่มที่กระทรวงการคลังไม่มีนโยบายขายเพิ่ม โดยมีมูลต่าตลาดรวมกันถึง 1 ล้านล้านบาท

นอกจากนี้ มีหลักทรัพย์บริษัทเอกชนที่อยู่ใน ตลท.อีก 14 แห่ง ประกอบด้วย ธนาคารทหารไทย ธนาคารไทยพาณิชย์ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) เอ็มเอฟซี บริษัท บางจากปิโตรเลียม บริษัท ผาแดงอินดัสทรี บริษัท เอ็นอีพี อสังหาริมทรัพย์ และอุตสาหกรรม บริษัท ทิสโก้ไฟแนนเชียล บริษัท ทุ่งคาฮาเบอร์ บริษัท ยานภัณฑ์ บริษัท ไออาร์พีซี บริษัท น้ำตาลราชบุรี บริษัท ปุ๋ยเอ็นเอฟซี บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น และบริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ ซึ่งมีมูลค่าตลาด 3 หมื่นล้านบาท ซึ่งหุ้นบางตัวคลังไม่มีความจำเป็นต้องถืออีกต่อไป

ข่าวอื่นๆ