กรมบัญชีกลางแจงหลังมีข้อครหาเงินคงคลังลดลง

  • วันที่ 04 ก.ย. 2560 เวลา 17:53 น.

กรมบัญชีกลางแจงหลังมีข้อครหาเงินคงคลังลดลง

อธิบดีกรมบัญชีกลางชี้แจงภาวะเงินคงคลัง หลังมีเพจในเฟซบุ๊กกล่าวหาเงินคงคลังปี60ลดลงจากปี59

นางสาวสุทธิรัตน์ รัตนโชติ อธิบดีกรมบัญชีกลาง เปิดเผยว่า ตามที่แฟนเพจ “อาณาจักรไบกอน Returns” เผยแพร่ตัวเลขเงินคงคลังปี 2560 เหลือ 74,907 ล้านบาท ลดลงจากปี 2559 ที่มีอยู่ 235,805 ล้านบาท ซึ่งแฟนเพจดังกล่าว แสดงความไม่พอใจและได้วิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลในประเด็นการบริหารการคลังที่ใช้จ่ายงบประมาณ โดยไม่คำนึงถึงรายรับและไม่มีวิธีการหารายได้เข้ารัฐที่มีประสิทธิภาพ นั้น 

อธิบดีกรมบัญชีกลางขอชี้แจงว่า เงินคงคลัง คือ เงินสดคงเหลือในมือของรัฐบาล (Cash on hand) ที่มีสำรองไว้สำหรับใช้จ่าย ณ เวลาใดเวลาหนึ่ง ซึ่งจะมีมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับสถานการณ์การจัดเก็บรายได้ และการใช้จ่ายเงินของรัฐบาล หากมีการจัดเก็บรายได้มากกว่ารายจ่าย เงินคงคลังก็จะเพิ่มขึ้น ในทางกลับกัน หากจัดเก็บรายได้ได้น้อยกว่ารายจ่าย เงินคงคลังก็จะลดลง ดังนั้น ตัวเลขเงินคงคลังปี 2560 เหลือ 74,907 ล้านบาท เป็นข้อมูลเงินคงคลังคงเหลือ ณ สิ้นเดือนธันวาคม 2559 ที่ผ่านมา ซึ่งนโยบายในการบริหารจัดการเงินคงคลังของกระทรวงการคลัง มีการกำกับดูแลอย่างใกล้ชิด โดยไม่ต้องการจะถือครองเงินคงคลังไว้มากเกินความจำเป็น เนื่องจากต้องการประหยัดภาระดอกเบี้ยที่เกิดจากการกู้เงิo

อธิบดีกรมบัญชีกลาง กล่าวต่อว่า อย่างไรก็ดีในช่วง 10 เดือนแรกของปีงบประมาณ พ.ศ. 2560 (ตุลาคม 2559-กรกฎาคม 2560) รัฐบาลจัดเก็บรายได้สุทธิ จำนวน 1,912,725 ล้านบาท สูงกว่าประมาณการ 6,755 ล้านบาท หรือร้อยละ 0.4 โดยในปีงบประมาณ พ.ศ. 2560 กระทรวงการคลังคาดว่าจะสามารถจัดเก็บรายได้ ได้ตามเป้าหมายที่วางไว้ สำหรับการเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บรายได้ รัฐบาลได้ดำเนินโครงการต่างๆ เช่น โครงการพัฒนาระบบการชำระเงินแบบอิเล็กทรอนิกส์แห่งชาติ (National e-Payment) และการผลักดันนโยบายการจัดทำบัญชีเดียวของผู้ประกอบการ (Single Financial Account) เพื่อให้ผู้ประกอบการ SMEs ที่มีหลายบัญชีให้มาทำบัญชีเดียว เป็นต้น ซึ่งการดำเนินมาตรการดังกล่าว จะช่วยให้ผู้เสียภาษีเข้าสู่ระบบมากขึ้น ส่งผลให้มีฐานภาษีที่กว้างขึ้น สามารถจัดเก็บภาษีได้ถูกต้องและครบถ้วน อันจะส่งผลดีต่อการจัดเก็บรายได้ของรัฐบาลในอนาคต โดย ณ สิ้นเดือนกรกฎาคม 2560 เงินคงคลังคงเหลือจำนวน 258,419 ล้านบาท

ในส่วนของการให้ความช่วยเหลือค่าโดยสารรถไฟผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เป็นกรณีที่รัฐบาลได้เปลี่ยนวิธีการให้ความช่วยเหลือจากเดิมที่เป็นแบบเหมาจ่ายรายเดือนให้กับการรถไฟแห่งประเทศไทย เป็นการให้ความช่วยเหลือกับผู้ลงทะเบียนตามโครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2560 โดยกำหนดคุณสมบัติสำหรับผู้มีสิทธิได้รับความช่วยเหลือ ดังนี้

1.มีสัญชาติไทย

2.มีอายุตั้งแต่ 18 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป (โดยต้องเกิดก่อนวันที่ 16 พฤษภาคม 2542)

3.ว่างงานหรือมีรายได้ที่เกิดขึ้นในปี พ.ศ. 2559 ทั้งสิ้นไม่เกิน 100,000 บาท

4.ไม่มีทรัพย์สินทางการเงิน ได้แก่ เงินฝากธนาคาร สลากออมสิน สลาก ธ.ก.ส. พันธบัตรรัฐบาล และตราสารหนี้ หรือถ้ามีทรัพย์สินทางการเงินดังกล่าว จะต้องมีจำนวนรวมทั้งสิ้นไม่เกิน 100,000 บาท ณ เวลาใดเวลาหนึ่ง

5.ไม่เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในอสังหาริมทรัพย์ตามกฎหมาย หรือถ้าเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ดังกล่าว จะต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่กำหนด  ซึ่งผู้มีสิทธิจะได้รับความช่วยเหลือเพื่อแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายในการเดินทาง  ทั้งนี้ หากพบว่ามีผู้มีคุณสมบัติตามเงื่อนไข แต่ยังไม่ได้มาลงทะเบียนในปี 2560 สามารถมาลงในทะเบียนในปีถัดไปได้

ข่าวอื่นๆ