เงินบาทจะผันผวน เสี่ยงสหรัฐฯ กล่าวหาไทยแทรกแซงค่าเงิน

  • วันที่ 13 พ.ค. 2562 เวลา 07:00 น.

เงินบาทจะผันผวน เสี่ยงสหรัฐฯ กล่าวหาไทยแทรกแซงค่าเงิน

ในช่วงปลายสัปดาห์นี้มีความเสี่ยงที่สหรัฐฯ จะกล่าวหาว่าไทยเข้าข่ายเป็นผู้แทรกแซงค่าเงินนั้นสูงขึ้น ส่งผลให้ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นมาก

*********************

คอลัมน์ มันนี่วีก (Money week) โดย...วรันธร ภู่ทอง, มนัสวิน ฐิติสมบูรณ์ สายงานธุรกิจตลาดทุน ธนาคารกสิกรไทย

สายงานธุรกิจตลาดทุน ธนาคารกสิกรไทยมองว่าเงินบาทจะเคลื่อนไหวผันผวนมากขึ้นในกรอบ 31.40-31.80 ในช่วงวันที่ 13-17 พฤษภาคม โดยปัจจัยขับเคลื่อนความผันผวนของเงินบาทที่สำคัญมาจากความเสี่ยงสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ – จีน หลังจากที่สหรัฐฯ ประกาศขึ้นภาษีนำเข้าจากจีนจาก 10% เป็น 25% ไปแล้ว โดยตลาดจับตาว่าผลการเจรจาระหว่างสองฝ่ายที่ยังคงเดินหน้าต่อจะเป็นอย่างไร

ทั้งนี้ ค่าเงินบาทมีแนวโน้มจะอ่อนค่าน้อยกว่าค่าเงินสกุลอื่นในภูมิภาคเนื่องจากตลาดยังมองว่าค่าเงินบาทเป็นสินทรัพย์ค่อนข้างปลอดภัย ที่สามารถทนต่อการผันผวนได้ดีกว่าค่าเงินสกุลอื่นๆ จากปัจจัย อาทิ ดุลบัญชีเดินสะพัดที่เกินดุล

ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา เงินบาทเคลื่อนไหวในทิศทางแข็งค่าขึ้นตลอดทั้งสัปดาห์ โดยเงินบาทต่อดอลลาร์สหรัฐเปิดตลาดที่ 31.92 แข็งค่าขึ้นจากสัปดาห์ก่อนหน้า โดยตลาดเชื่อมั่นแนวโน้มการแข็งค่าของเงินบาทเนื่องจากในขณะที่หลายประเทศได้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายไปแล้ว อาทิ อินเดีย มาเลเซีย และฟิลิปปินส์ แต่ตลาดยังคาดว่า ธปท. จะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไปตลอดทั้งปี

นอกจากนี้ ในช่วงปลายสัปดาห์ความเสี่ยงที่สหรัฐฯ จะกล่าวหาว่าไทยเข้าข่ายเป็นผู้แทรกแซงค่าเงินนั้นสูงขึ้น ส่งผลให้ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นมาก โดยยังต้องจับตาการประกาศจากทางการสหรัฐฯ ต่อไปในช่วงเดือนนี้ ด้านความเสี่ยงต่อแนวโน้มการอ่อนค่าของเงินบาทนั้นยังคงอยู่ เนื่องจากประธานาธิบดีทรัมป์ประกาศปรับขึ้นภาษีสำหรับสินค้านำเข้าจากจีนมูลค่า 2.0 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เป็น 25% จาก 10% หลังจากการเจรจาล้มเหลว ทั้งนี้ จีนยังไม่ได้ประกาศมาตรการตอบโต้ใด แม้จะส่งสัญญาณว่าจะตอบโต้ ทั้งนี้ เงินบาทยัง โน้มอ่อนค่าลงต่อเนื่องในช่วงที่เหลือของสัปดาห์และปิดตลาดที่ 31.59 (ณ เวลา 17.40 น.)

ตลาดพันธบัตร ในสัปดาห์ที่ผ่านมามีประเด็นสำคัญที่นักลงทุนให้ความสนใจคือเรื่องของการเจรจาการค้าระหว่างสหรัฐฯ กับจีนที่ก่อนหน้านี้ดูเหมือนว่าทั้ง 2 ฝ่ายใกล้ที่จะบรรลุข้อตกลงกันได้ในเร็ววันนี้

อย่างไรก็ตามประเด็นสงครามการค้ากลับมาอยู่ในความสนใจของนักลงทุนภายหลังจากที่ประธานาธิบดีโดนัล ทรัมป์กล่าวผ่านทวิตเตอร์ว่าสหรัฐฯ เตรียมปรับขึ้นภาษีนำเข้ากับจีน ทั้งนี้หลายฝ่ายต่างวิเคราะห์ถึงความเป็นไปได้ว่าการเคลื่อนไหวในครั้งนี้เป็นเพียงการสร้างกระแสเพื่อให้ข้อตกลงที่กำลังจะเกิดขึ้นกลับมาอยู่ในความสนใจของตลาด หรือการเคลื่อนไหวในครั้งนี้เป็นการขีดเส้นตายให้จีนต้องตัดสินใจในประเด็นที่ยังไม่สามารถตกลงกันได้

ซึ่งระหว่างที่การเจรจายังเหลืออีก 1 วัน สหรัฐฯ ก็ประกาศการขึ้นภาษีเพิ่มเติมสำหรับสินค้านำเข้าจากจีนมูลค่า 2 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เป็น 25% จากปัจจุบันที่ 10% ท้ายสุดแล้วหากทั้ง 2 ฝ่ายไม่สามารถบรรลุข้อตกลงร่วมกันได้ และมีแนวโน้มที่จะออกมาตรการทางภาษีโต้ตอบกันไปมา ย่อมส่งผลลบต่อตลาดในวงกว้างและตอกย้ำสัญญาณการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจไทยอย่างแน่นอนขณะที่ความเคลื่อนไหวภายในประเทศคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) มีมติเป็นเอกฉันท์ให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 1.75% ซึ่งเป็นไปตามที่ตลาดคาดการณ์ไว้ ทั้งนี้จากคำแถลงการณ์ของกนง. มีการสื่อสารที่ Dovish มากขึ้นกว่าเดิม โดยคณะกรรมการเห็นความไม่แน่นอนของภาวะเศรษฐกิจโลกรวมทั้งปัจจัยในประเทศยังมีอยู่สูงในระยะข้างหน้า จึงเห็นควรให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้เพื่อรอประเมินผลกระทบจากปัจจัยต่าง ๆ ให้ชัดเจนขึ้น

ดังนั้น ทำให้ธนาคารกสิกรไทยยังคงมีมุมมองเช่นเดิมว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทยจะอยู่ที่ระดับ 1.75% ไปตลอดทั้งปี โดยมีปัจจัยสนับสนุนหลักคือ แนวโน้มนโยบายการเงินของโลกที่อยู่ในภาวะผ่อนคลาย อัตราเงินเฟ้อที่อยู่ในระดับต่ำ รวมไปถึงแนวโน้มการชะลอตัวของเศรษฐกิจไทย

ด้วยเหตุนี้จึงทำให้นักลงทุนกลับเข้าถือครองสินทรัพย์ปลอดภัย โดยในสัปดาห์ที่ผ่านมาอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลปรับตัวลดลงทุกช่วงอายุและเส้นอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลปรับตัวโดยมีความชันลดลง (Flattening) ณ วันที่ 10 พฤษภาคม 2562 อัตราผลตอบแทนของพันธบัตรรัฐบาลรุ่นอายุ 1, 2, 3, 5, 7 และ 10ปี อยู่ที่ 1.80% 1.82% 1.88% 2.09% 2.28% และ 2.53% ตามลำดับ

ในส่วนของกระแสเงินทุนต่างชาติในสัปดาห์ที่ผ่านมาไหลเข้าสู่ตลาดตราสารหนี้ไทยรวมสุทธิประมาณ 998 ล้านบาท ซึ่งเป็นการขายสุทธิในตราสารหนี้ระยะสั้น 201 ล้านบาท ซื้อสุทธิในตราสารหนี้ระยะยาว 1,201 ล้านบาท และมีตราสารหนี้ที่ถือครองโดยนักลงทุนต่างชาติหมดอายุ 2 ล้านบาท

 

ข่าวอื่นๆ