ชี้ช่องลงทุนหุ้น 5 เรื่องหนุน 3 กลุ่มเด่น

  • วันที่ 27 ส.ค. 2561 เวลา 14:57 น.

ชี้ช่องลงทุนหุ้น 5 เรื่องหนุน 3 กลุ่มเด่น

โดย..พูลศรี เจริญ

เดือนที่ 8 หรือเดือน ส.ค.กำลังจะผ่านพ้นไปในสัปดาห์นี้แล้ว โลกของการลงทุนในสินทรัพย์ต่างๆ ก็ยังผันผวน

ปัจจัยหลักที่ทำให้โลกการลงทุนโคลงเคลง หกคะเมน ตีลังกา จากการสำรวจผู้จัดการกองทุนและประมวลจากบทวิเคราะห์ของสำนักต่างๆ ยกให้ข้อพิพาททางการค้าระหว่างสหรัฐและจีน ส่วนจะแรงหรือไม่แรงก็วัดได้จากมีการเรียกกันติดปากไปแล้วว่าเป็นสงครามการค้าโลก

สำหรับประเด็นเรื่องทิศทางดอกเบี้ยขาขึ้น โดยเฉพาะธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ได้มีการรับรู้ไปในราคาหุ้นมากพอควรแล้ว นั่นก็หมายความว่าถัดจากนี้เรื่องดอกเบี้ยเฟดจะไม่เขย่าตลาดหุ้นโลกแล้ว

มาว่ากันช่วง 4 เดือนที่เหลือทิศทางการลงทุนจะเป็นอย่างไร สำหรับปัจจัยภายในบ้านเราเองมีเรื่องดีๆ สนับสนุนบรรยากาศการลงทุนพอสมควร

เจษฎา สุขทิศ กรรมการบริหารและประธานเจ้าหน้าที่การลงทุน บริษัทหลักทรัพย์นายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน (บลน.) อินฟินิติ มองว่ามี 5 เหตุผลที่ทำให้หุ้นไทยน่าลงทุนมากขึ้นในช่วงนี้

เหตุผลแรก (พื้นฐาน) เศรษฐกิจไทยเติบโต 4.6% ดีกว่าที่ตลาดคาด หนุนครึ่งปีแรกโต 4.8% โดยหลักมาจากการบริโภคที่เติบโต 4.5% โดยเฉพาะสินค้าคงทนอย่างรถยนต์ โดยล่าสุดดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคอยู่ในระดับสูงสุดในรอบ 13 ไตรมาส นอกจากนี้ภาคการลงทุนและการท่องเที่ยวยังสนับสนุนการเติบโตด้วยเช่นกัน

เหตุผลที่ 2 (พื้นฐาน) กำไรบริษัทจดทะเบียนไตรมาส 2 เติบโตสูงถึงเกือบ 20% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า และยังมีแนวโน้มเติบโตมากกว่า 10% ในไตรมาส 3 จากแรงส่งที่ดีของการเติบโตของเศรษฐกิจไทย และฐานกำไรไตรมาส 3/2560 ที่อยู่ในระดับต่ำ

เหตุผลที่ 3 (ฟันด์โฟลว์) ค่าเงินบาทมีแนวโน้มแข็งค่าต่อเนื่อง จากการที่ประเทศไทยมีสถานะเกินดุลบัญชีเดินสะพัดถึงเกือบ 10% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) มีหนี้ต่างประเทศและเงินเฟ้อในระดับที่ต่ำ จึงทำให้มีเม็ดเงินไหลเข้าต่อเนื่อง

เหตุผลที่ 4 (มูลค่าหุ้น) ฟอร์เวิร์ดพี/อี ของตลาดหุ้นไทยปัจจุบันที่ประมาณ 15 เท่า สูงกว่าค่าเฉลี่ยเล็กน้อย แต่จัดว่าอยู่ในระดับต่ำกว่าภูมิภาค

เหตุผลที่ 5 (การเมือง) ได้มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ทั้ง 5 รายเป็นที่เรียบร้อย และล่าสุดทาง กกต.ได้ประชุมร่วมกับรัฐบาล โดย พ.ร.บ.ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) คาดว่าจะประกาศได้ประมาณกลางเดือน ก.ย. 2561 และตามกฎหมายต้องจัดเลือกตั้งภายใน 150 วันหลังประกาศในราชกิจจานุเบกษา ซึ่ง วิษณุ เครืองาม ได้แจ้งว่าการเลือกตั้งน่าจะเกิดขึ้นภายในวันที่ 24 ก.พ. 2562 ส่งผลให้ความเชื่อมั่นของนักลงทุนมากขึ้น

จาก 5 ข้อที่อดีตผู้จัดการกองทุนระบุมาข้างต้น คงทำให้นักลงทุนนำไปเป็นข้อมูลประกอบการจัดสรรเงิน หรือจัดพอร์ตลงทุนของตัวเอง ในช่วงที่เหลือของปีนี้

ผลตอบแทนกองทุนรวม ครึ่งปีแรก 2561

มาฟังความเห็นจากอีกกูรูหรือผู้เชี่ยวชาญการลงทุนที่คร่ำหวอดอยู่ในวงการตลาดหุ้นมาร่วม 30 ปี ไม่เพียงหุ้นไทยที่เขาเชี่ยวชาญแต่ยังครอบคลุมหุ้นทั่วโลก

ก้องเกียรติ โอภาสวงการ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เอเซีย พลัส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ (ASP) มีมุมองต่อการลงทุนในช่วงทีเหลือของปีนี้ว่า จากที่ได้ติดตามตลาดหุ้นที่ใหญ่สุดของโลก คือ ตลาดหุ้นสหรัฐ ซึ่งมีสัดส่วน 40% ขอหุ้นโลก ก็พบว่าเศรษฐกิจสหรัฐเติบโตดี จะเห็นได้ว่าการลดภาษีนิติบุคคลและแม้แต่เรื่องการกีดกันทางการค้าก็ทำให้เกิดการจ้างงานในประเทศเพิ่มขึ้น

นอกจากนี้ มีสัญญาณที่ดีจากกำไรบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ครึ่งปีแรกออกมาดีกว่าที่คาดการณ์ โดยเฉพาะกลุ่มค้าปลีกแบบดั้งเดิม เช่น วอลมาร์ทและทาร์เก็ต ก็พบว่ากำไรไม่ได้แย่อย่างที่มีการคาดการณ์กัน จากที่ก่อนหน้านี้มีการมองว่าธุรกิจค้าปลีกแบบดั้งเดิมจากถูกฆ่าโดยธุรกิจอี-คอมเมิร์ซ

ในประเด็นข้างต้นก้องเกียรติ วิเคราะห์ได้เป็น 2 ประเด็น ดังนี้

ประเด็นแรก ธุรกิจที่ใช้เทคโนโลยียังมีโอกาสเติบโตได้อีกมาก หรือมีโอกาสไปกินธุรกิจอื่นได้อีก

ประเด็นที่ 2 ธุรกิจค้าปลีกแบบดั้งเดิมที่มีการปรับตัวจะยังเติบโตได้ดี ในทางตรงกันข้ามธุรกิจที่ไม่ปรับตัวก็จะสะท้อนออกมาที่ผลประกอบการเช่นกัน

“เมื่อเศรษฐกิจสหรัฐเติบโตดี หุ้นกลุ่มแบงก์ก็ไปได้ ส่วนหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีสหรัฐ บางตัวราคาอาจปรับตัวจากผลประกอบการที่ออกมาไม่ดี แต่มองว่าระยะยาวยังไปได้ต่อ”

อย่างไรก็ดีแม้ก้องเกียรติ มองว่าในระยะยาวหุ้นสหรัฐยังไปได้ต่อ แต่ระยะสั้นเขาบอกว่าต้องแตะเบรก เนื่องจากราคาค่อนข้างแพงแล้ว

เมื่อราคาหุ้นสหรัฐแพง สิ่งที่จะตามมาก็คือทำให้นักลงทุนสถาบันลดน้ำหนักการลงทุนในหุ้นสหรัฐ แล้วกระจายการลงทุนมายังตลาดเกิดใหม่รวมถึงไทยด้วย ก้องเกียรติ บอกว่า “ช่วงนี้ก็เห็นนักลงทุนต่างชาติแหยมๆ เข้ามานิดๆ หน่อย ไม่เยอะ”

แม้หุ้นไทยจะเป็นเดสติเนชั่น หรือเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางที่นักลงทุนต่างชาติจะตีตั๋วเข้ามาลงทุน แต่ก้องเกียรติบอกว่ารอบนี้ดัชนีหุ้นไทยจะปรับขึ้นไปได้อย่างมากก็ประมาณ 5% นับจากนี้จนถึงสิ้นปี 2561

สาเหตุที่คิดแบบนั้นเพราะหุ้นไทยมีจุดด้อยที่เขาพูดมาเสมอ นั่นก็คือเราไม่มีหุ้นแม่เหล็กอย่างกลุ่มเทคโนโลยี ที่หลายๆ ตลาดหุ้นในโลกนี้เขามีกัน

แล้วหุ้นกลุ่มไหนที่ก้องเกียรติมองว่าจะผลักดันให้ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ไทยปรับขึ้นได้สำหรับช่วงที่เหลือของปีนี้

ผลตอบแทนจากการลงทุนในตลาดหุ้นไทย ปี 2518-2560

กลุ่มแรกธนาคารพาณิชย์ จะได้รับผลดีจากเศรษฐกิจขยายตัวและส่วนต่างจากอัตราดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้น สำหรับค่าธรรมเนียมที่ลดลง คาดว่าจะเป็นเพียงชั่วคราว โดยธนาคารพาณิชย์จะต้องหาวิธีเพิ่มรายได้จากช่องทางอื่นๆ เช่น พอร์ตการลงทุนของธนาคารพาณิชย์ที่แทบจะยังไม่ได้ใช้ประโยชน์เลย

ในประเด็นของพอร์ตการลงทุนของธนาคารพาณิชย์นั้น ก้องเกียรติ กล่าวอย่างน่าสนใจว่าตรงนี้ถือว่ามีกำไรสะสมหรือเป็นกำไรที่ซ่อนอยู่ โดยเขาใช้คำว่า “เยอะมาก” ดังนั้นก็นำมาขายได้ ขณะที่เริ่มเห็นบางธนาคารขายพอร์ตลงทุนบ้างแล้ว

กลุ่มที่ 2 หุ้นสื่อสารและเทคโนโลยีสารสนเทศ ก้องเกียรติบอกว่าไม่มีอะไรตื่นเต้น

กลุ่มที่ 3 หุ้นกลุ่มน้ำมัน ที่จะเคลื่อนไหวไปตามราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก เช่นกัน เขาใช้คำว่าไม่มีอะไรตื่นเต้น

หลังไล่เรียงแต่ละข้อแล้ว ก้องเกียรติ สรุปว่า “หุ้นทั้ง 3 กลุ่มใหญ่ในตลาดหุ้นไทย ไปเรื่อยๆ ตามเศรษฐกิจ ไม่มีอะไรที่กระโดดมากมาย”

อีกความเห็นจากซีอีโอป้ายแดง ณรงค์ศักดิ์ ปลอดมีชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) ไทยพาณิชย์ มองว่าสำหรับภาพรวมด้านการลงทุนทั้งในและต่างประเทศช่วงที่เหลือของปีนี้ ตลาดหุ้นยังลงทุนได้แม้ความผันผวนยังสูง

โดยตลาดหุ้นพัฒนาแล้วได้รับอานิสงส์จากการบริโภคภายในประเทศและการจ้างงานที่ขยายตัวดีต่อเนื่อง นอกจากนี้ยังได้รับปัจจัยสนับสนุนเพิ่มเติมจากนโยบายการคลัง โดยเฉพาะสหรัฐที่รัฐบาลปรับลดภาษีทั้งภาษีบุคคลธรรมดาและภาษีนิติบุคคล การที่เศรษฐกิจขยายตัวดีก็จะส่งผลบวกต่อเนื่องถึงผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนที่ขยายตัวดีกว่าคาดในช่วง 2 ไตรมาสที่ผ่านมา

สำหรับตลาดหุ้นเกิดใหม่ยังผันผวนสูงและขาดปัจจัยสนับสนุน ปัจจัยกดดันตลาดหุ้นเกิดใหม่ในปีนี้มาจากความกังวลสงครามการค้าของสหรัฐกับจีนและนโยบายการเงินตึงตัวมากขึ้นของสหรัฐ การแข็งค่าของค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ และการปรับขึ้นของผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลประเทศเศรษฐกิจหลักของโลก ส่งผลให้นักวิเคราะห์ปรับลดเป้าหมายการขยายตัวของผลประกอบการบริษัทจดทะเบียน และเงินทุนเคลื่อนย้ายออกจากสินทรัพย์ในภูมิภาคอย่างมาก

อย่างไรก็ตาม ปัจจัยกังวลทั้งในเรื่องนโยบายการเงินและสงครามการค้าได้ถูกสะท้อนเข้าไปในราคาหุ้นค่อนข้างมากแล้ว จะเห็นได้จากแรงขายของนักลงทุนต่างชาติในตลาดหุ้นเกิดใหม่กว่า 2 หมื่นล้านดอลลาร์ ในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา ทำให้มูลค่าของตลาดหุ้นเอเชียได้ปรับตัวลงมาต่ำกว่าค่าเฉลี่ยระยะยาว ซึ่งเป็นระดับที่น่าสนใจสำหรับนักลงทุนระยะยาว

ส่วนตลาดหุ้นไทย บลจ.ไทยพาณิชย์ คาดว่ายังมีโอกาสปรับตัวผันผวนในขาขึ้นต่อเนื่อง ปัจจัยสนับสนุนจากปัจจัยขับเคลื่อนเศรษฐกิจภายในประเทศที่ยังเติบโตต่อเนื่อง หรือฟื้นตัวจากฐานต่ำในอดีตที่ช่วยเสริมผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนที่จะได้ประโยชน์จากปัจจัยเหล่านี้ เช่น การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของภาครัฐที่คาดว่าจะช่วยกระตุ้นการลงทุนภาคเอกชนในอนาคต ภาคอุตสาหกรรมการผลิตเพื่อการส่งออกทั้งอาหาร ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ และส่วนประกอบรถยนต์ การเปิดตัวโครงการที่อยู่อาศัยที่ฟื้นตัวดีจากปีก่อน รวมไปถึงการฟื้นตัวของราคาสินค้าเกษตรบางรายการที่ทำให้การใช้จ่ายเพื่อการอุปโภคบริโภคฟื้นตัว ซึ่งคาดว่าส่งผลดีต่อแนวโน้มผลประกอบการของกลุ่มธนาคารในท้ายที่สุด

ทั้งหมดคือมุมมองของ 3 หนุ่มต่างวัย ที่มีต่อการลงทุนในตลาดหุ้นช่วงที่เหลือของปีนี้ บทสรุปที่ได้คือการกระจายความเสี่ยงของเงินลงทุนในหลากหลายสินทรัพย์ สำหรับคนที่ลงทุนในหุ้นก็อย่าให้กระจุกตัวแค่หุ้นตัวใดตัวหนึ่งหรือตลาดใดตลาดหนึ่ง ควรเปิดโลกทัศน์ให้เงินลงทุนเพื่อแสวงหาผลตอบแทนที่สูงขึ้นและเพื่อกระจายความเสี่ยงด้วย

ข่าวอื่นๆ