หุ้นไทยยังแกว่งแคบ

  • วันที่ 28 ส.ค. 2560 เวลา 21:51 น.

หุ้นไทยยังแกว่งแคบ

โดย...พิชัย เลิศสุพงศ์กิจ, CFP และผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์ ธนชาต email: pichai.ler@thanachart.co.th

เสถียรภาพการเมืองไทยไม่เปลี่ยนแปลง หลังศาลฎีกาออกหมายจับ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เหตุไม่มาฟังคดีจำนำข้าว นัดใหม่วันที่  27 ก.ย. ขณะที่สั่งจำคุก 42 ปี บุญทรง เตริยาภิรมย์ อดีต รมว.พาณิชย์ และจำคุก 36 ปี ภูมิ สาระผล อดีต รมช.พาณิชย์ ในคดีขายข้าวแบบจีทูจี วันศุกร์ที่ผ่านมา ตลาดการเงินไทยแกว่งแคบรับข่าวนี้ ทั้งหุ้น ตราสารหนี้ รวมถึงค่าเงินบาท

ภายใต้ภาพการเมืองที่ไม่เปลี่ยน รัฐยังคงผลักดันโครงการลงทุนขนาดใหญ่ เม็ดเงินที่จะลงไปสู่ภาคก่อสร้างมากขึ้นในปีหน้า ผนวกกับการฟื้นตัวต่อเนื่องของการท่องเที่ยว และการส่งออกที่ได้อานิสงส์จากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก เศรษฐกิจไทยจึงมีแนวโน้มค่อยๆ ฟื้นตัวขึ้น

ตัวเลขส่งออกเดือน ก.ค. โต 10.5% ขณะที่การนำเข้าบวก 18.5% ส่งผลให้ขาดดุล 188 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเป็นการขาดดุลการค้าครั้งแรกตั้งแต่เดือน เม.ย. 2558 แต่ไม่น่าห่วง เนื่องจากถ้าไม่รวมรายการทองคำ ไทยจะเกินดุล 1,087 ล้านดอลลาร์

ทั้งนี้ กระทรวงพาณิชย์ได้ปรับประมาณการส่งออกปีนี้ขึ้นเป็นขยายตัว 6-6.5% จากเดิม 5% เทียบกับช่วง 8 เดือนแรกที่เติบโต 8.2%

น่าสังเกตว่าค่าเงินบาทที่แข็งขึ้นมาแถว 33 บาทต้นๆ/ดอลลาร์ ได้ลดทอนแรงกระตุ้นต่อเศรษฐกิจไทยในภาพรวม เนื่องจากผู้ส่งออกจะแปลงเงินเหรียญมาเป็นเงินบาทได้น้อยลง

ณ ตอนที่เขียนต้นฉบับ ยังไม่เห็นถ้อยแถลงของประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) และยุโรป (อีซีบี) แต่เชื่อว่าไม่น่าจะมีผลกระทบต่อตลาดการเงินโลก

ก่อนหน้านี้ เฟดได้อธิบายแนวทางการลดงบดุลของธนาคารกลางสหรัฐแล้ว ขาดแค่จังหวะเวลาที่แน่นอน แต่ตลาดก็ได้คาดการณ์ล่วงหน้าแล้วว่าจะเริ่มต้นอย่างค่อยเป็นค่อยไปในการประชุมเดือน ก.ย.นี้ แรงกดดันเงินเฟ้อทั่วโลกยังอยู่ในระดับต่ำ อัตราเงินเฟ้อของประเทศหลักยังคงห่างไกลจากเป้าหมาย 2% ที่ธนาคารกลางอยากเห็น

ขณะที่ไทยเกินดุลบัญชีเดินสะพัดสูงต่อเนื่อง สภาพคล่องทางการเงินในบ้านเรายังคงอยู่ในระดับสูง อัตราดอกเบี้ยจึงมีแนวโน้มทรงตัวในระดับต่ำยาวนานกว่าที่ตลาดเคยประเมินไว้

กลุ่มหุ้นปันผลสูง รวมถึงกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน กองทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ (รีท) จึงดูน่าสนใจต่อเนื่อง

ดัชนีหุ้นไทยยังมีแนวโน้มแกว่งออกด้านข้างในกรอบ 1,560-1,590 จุด การปรับฐานจากความกังวลทางการเมืองถูกมองเป็นโอกาสเลือกซื้อหุ้นรายตัว เนื่องจากสภาพคล่องในระบบการเงินไทยก็อยู่ในเกณฑ์สูง ทางเลือกในการลงทุนอื่นมีจำกัดในยุคอัตราดอกเบี้ยต่ำ

สัปดาห์ที่ผ่านมา กลุ่มหุ้นโรงกลั่น/ปิโตรเคมีโดดเด่น เนื่องจากค่าการกลั่นน้ำมันทรงตัวในระดับสูงต่อเนื่องจากเดือน มิ.ย. เนื่องจากสถานการณ์ดีมานด์-ซัพพลายในภูมิภาคที่เอียงมาด้านผู้ผลิตมากขึ้น

นอกจากนั้น โรงกลั่นยังได้ประโยชน์จากนโยบายลอยตัวก๊าซแอลพีจีและความต้องการใช้น้ำมันในประเทศที่ขยายตัวต่อเนื่อง โรงกลั่นขายในประเทศได้มากขึ้น และเป็นตลาดที่มีอัตรากำไรดีกว่าส่งออก หุ้นกลุ่มโรงกลั่นจึงยังดูน่าสนใจต่อเนื่อง

ปีนี้ดัชนี MSCI เอชียที่ไม่รวมญี่ปุ่นให้ผลตอบแทนถึง 28.1% ดัชนี MSCI Emerging Market ที่ชี้วัดตลาดหุ้นเกิดใหม่ทั่วโลกให้ผลตอบแทน 25.5%

ขณะที่ดัชนี MSCI Thailand ให้ผลตอบแทนเพียง 4.8% ในช่วงเวลาเดียวกัน

การที่ตลาดหุ้นไทยแกว่งออกด้านข้างมาเกือบ 8 เดือน ขณะที่กำไรปกติของบริษัทจดทะเบียนไทยยังคงขยายตัว ตลาดหุ้นไทยจึงเริ่มดูไม่แพงเมื่อเทียบกับของเพื่อนบ้าน

ค่าพี/อีในปี 2561 จะเหลือ 13.9 เท่า ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยระยะยาวที่ 16 เท่า และถ่างค่าชดเชยความเสี่ยงจากการลงทุนในตลาดหุ้นที่วัดจาก Earnings Yield Gap เป็น 4.6% ซึ่งถือว่าตลาดหุ้นไทยไม่แพง

สรุปว่า ความผันผวนจากสถานการณ์ทางการเมือง มองเป็นโอกาสเลือกซื้อหุ้นรายตัว

ข่าวอื่นๆ