สามารถKSLบ่ยั่น

  • วันที่ 08 ก.พ. 2554 เวลา 06:06 น.

น้ำตาลขอนแก่นสามารถคอร์ปอเรชั่น ลั่นธุรกิจในกัมพูชาไม่กระทบ แรงปะทะไม่ลุกลาม ต่างชาติขายหนักรอบใหม่เกือบ 3,000 ล้านบาท

นายจำรูญ ชินธรรมมิตร์ ประธานกรรมการบริหาร และกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัทน้ำตาลขอนแก่น (KSL) เปิดเผยว่า เหตุการณ์ปะทะบริเวณชายแดนไทยและกัมพูชา เป็นเรื่องระหว่างรัฐบาลไทยกับรัฐบาลกัมพูชา ที่กำลังอยู่ระหว่างการเตรียมเลือกตั้งทั้งสองรัฐบาล จึงไม่ส่งผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจของเอกชนและยังไม่มีคำสั่งให้ย้ายคนออกจากประเทศ

ทั้งนี้ เชื่อว่าหากเหตุการณ์ความขัดแย้งไม่ลุกลามมากไปกว่าชายแดนคงไม่มีผลกระทบ

สำหรับธุรกิจน้ำตาลที่เกาะกง กัมพูชา และลาว ปีนี้คาดว่าจะไม่เป็นภาระขาดทุนให้บริษัทเท่าปี 2552/2553 (ขาดทุน 285 ล้านบาท) หรืออาจไม่ขาดทุน เพราะกิจการตั้งตัวได้แล้ว และคาดว่าทั้งปี 2553/ 2554 ของบริษัทจะมีรายได้เติบโต 20% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีรายได้ 1.2 หมื่นล้านบาท และมีอัตรากำไรสุทธิ 8-10%

นอกจากนี้ ในปีนี้จะไม่ขาดทุนจากการทำสัญญาป้องกันความเสี่ยงจากความผันผวนของราคาน้ำตาลอีกแล้ว (ปี 2552/2553 ขาดทุน702 ล้านบาท) โดยมีอ้อยเข้าหีบแล้ว 2.6-2.7 ล้านตัน จากทั้งปีที่คาดว่าจะอ้อยเข้าหีบกว่า 5 ล้านตัน โดยได้ทำสัญญาขายน้ำตาลทรายล่วงหน้าไปแล้วเกือบ 80% เทียบปีก่อนมีอ้อยเข้าหีบเพียง 2.4-2.5 ล้านตัน และทั้งปีกว่า 4 ล้านตัน

สำหรับแนวโน้มผลประกอบการไตรมาสแรกปีนี้ (สิ้นสุดเดือน ม.ค. 2554) คาดว่าจะมีกำไรจาก 2 ไตรมาสก่อนหน้านี้ที่ขาดทุนสุทธิ อันเนื่องมาจากปีนี้ไม่มีการขาดแคลนอ้อยเข้าหีบทำให้สามารถส่งมอบน้ำตาลได้ตามสัญญา

ขณะที่ธุรกิจเอทานอลคาดว่าทรงตัว เนื่องจากไม่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลอย่างจริงจังจึงนำกากน้ำตาลไปขายมากกว่าผลิตเอทานอล เพราะราคาดีกว่า

น.ส.กนกวรรณ จันทร์สว่างภูวนะ ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารการตลาดบริษัท สามารถคอร์ปอเรชั่น (SAMART) กล่าวว่า สถานการณ์ในกัมพูชายังเป็นปกติ โดยบริษัทมีบริษัทย่อย 2 ธุรกิจ คือ บริษัท วิทยุการบิน ที่ดำเนินธุรกิจศูนย์ควบคุมการจราจรทางอากาศ และบริษัท แคมโบเดีย กัมปอต โรงผลิตไฟฟ้าขนาดเล็กในพื้นที่โรงงานของบริษัท ปูนซิเมนต์ไทย (SCC) ที่เมืองกัมปอตใกล้กรุงพนมเปญ

“ที่จริงเหตุการณ์นี้ไม่ใช่เพิ่งเกิด เกิดขึ้นเป็นระยะ แต่ไม่ได้กระทบธุรกิจในนั้น กระทบเพียงแค่การค้าชายแดน ขณะนี้สถานทูตยังไม่มีคำสั่งโยกย้ายคนออกมา และไม่มีเหตุการณ์ที่ผิดปกติใดกับธุรกิจ เชื่อว่าในที่สุดรัฐบาลทั้งสองฝ่ายจะหาทางออกเพื่อคลี่คลายความขัดแย้งได้” น.ส.กนกวรรณ กล่าว

ด้านตลาดหุ้นผันผวนสูงระหว่างวันร่วงลงแรง 11 จุด แต่สุดท้ายกลับมาปิดที่จุดสูงสุดของวันที่ 985.63 จุด บวก0.85 บาท มูลค่าการซื้อขายรวม 24,267 ล้านบาท แต่นักลงทุนต่างชาติขายออกมารุนแรง 2,972 ล้านบาท แม้ว่าเงินบาทจะแข็งค่าตามภูมิภาคก็ตาม

มาร์เก็ตติง กล่าวว่า ตลาดหุ้นไทยจะแกว่งในทางขาลงตามเอเชียโดยเฉพาะประเทศในกลุ่ม TIPS (ไทย ฟิลิปปินส์ และอินโดนีเซีย) เนื่องจากนักลงทุนต่างชาติมีความกังวลเรื่องเงินเฟ้อมากขึ้น หลังจากธนาคารกลางอินโดนีเซียประกาศขึ้นดอกเบี้ย 0.25% เป็น 6.75% ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวลงในปีนี้ และราคาหุ้นในปัจจุบันนับว่าไม่ถูกหลังจากดีดขึ้นแรง 1-2 ปีที่ผ่านมา

ข่าวอื่นๆ

ข่าวอื่นๆ