กลต.คลอดเกณฑ์กองทุนโครงสร้างพื้นฐาน

  • วันที่ 20 ม.ค. 2554 เวลา 13:52 น.

ก.ล.ต. ประกาศหลักเกณฑ์การจัดตั้งและจัดการกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานมีผลบังคับใช้แล้ว เดินหน้าขอกรมสรรพากรให้สิทธิภาษี

นายธีระชัย  ภูวนาถนรานุบาล เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) กล่าวว่า ประกาศหลักเกณฑ์ที่รองรับการจัดตั้งและจัดการกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน หรือ infrastructure fund  มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 16 ม.ค.2554 บริษัทหลักทรัพย์จัดการลงทุน (บลจ.) และผู้สนใจสามารถศึกษารายละเอียดหลักเกณฑ์เพื่อเตรียมตัวในการยื่นขอจัดตั้งและจัดการกองทุนรวมดังกล่าวได้แล้ว 

กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานเป็นเครื่องมือระดมทุนหนึ่งที่จะเป็นประโยชน์ต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจ และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว และเป็นการเปิดโอกาสให้ประชาชนมีทางเลือกในการลงทุน โดย ก.ล.ต. คาดว่า เม็ดเงินลงทุนในกองทุนรวมนี้จะมาจากทั้งภาครัฐและภาคเอกชน ที่จะเข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนากิจการโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ ซึ่งจะช่วยลดภาระของภาครัฐ ทั้งด้านงบประมาณและหนี้สาธารณะ

สำหรับหลักเกณฑ์การจัดตั้งและจัดการกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานมีสาระสำคัญ ดังนี้ (1) มีลักษณะเป็นกองทุนปิด โดยมีเงินทุนจดทะเบียนไม่น้อยกว่า 2,000 ล้านบาท  (2) สามารถลงทุนโดยตรงในทรัพย์สินกิจการโครงสร้างพื้นฐาน หรือลงทุนโดยถือหุ้นเกินกว่า 75% ของจำนวนหุ้นที่จำหน่ายได้แล้วทั้งหมดในบริษัทที่มีการลงทุนในหรือมีรายได้หลักจากกิจการโครงสร้างพื้นฐาน เช่น ระบบขนส่งทางราง ทางพิเศษ ไฟฟ้า น้ำประปา สนามบิน ท่าเรือน้ำลึก โทรคมนาคม รวมถึงพลังงานทางเลือกได้  และมีมูลค่าการลงทุนในแต่ละกิจการไม่น้อยกว่า 1,000 ล้านบาท 

(3) สามารถลงทุนในโครงการที่ก่อสร้างยังไม่แล้วเสร็จ (greenfield project) ได้ แต่หากมีสัดส่วนการลงทุนที่สูงจะต้องเสนอขายหน่วยลงทุนต่อผู้ลงทุนรายใหญ่เท่านั้น (4) บุคคลหรือกลุ่มบุคคลเดียวกันสามารถถือหน่วยลงทุนได้ไม่เกิน 1 ใน 3 ของจำนวนหน่วยลงทุนทั้งหมด เว้นแต่เป็นบุคคลที่ได้รับยกเว้น เช่น กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ กองทุนประกันสังคม (5) มีสัดส่วนการถือหน่วยลงทุนโดยบุคคลต่างด้าว (foreign limit) สอดคล้องกับข้อกำหนดตามกฎหมายที่ควบคุมกิจการโครงสร้างพื้นฐานที่กองทุนรวมจะลงทุน และ (7) จ่ายเงินปันผลไม่น้อยกว่า 90% ของกำไรสุทธิ และห้ามจ่ายเงินปันผลกรณีที่กองทุนรวมยังมียอดขาดทุนสะสม

นายธีระชัย กล่าวว่า  การลงทุนในกิจการโครงสร้างพื้นฐานต้องใช้เงินลงทุนจำนวนมาก และควรจะเปิดให้ภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วมลงทุนในกองทุนรวมนี้ ซึ่งขณะนี้ ก.ล.ต. อยู่ระหว่างขอความสนับสนุนจากกรมสรรพากรและกรมที่ดินในการให้กองทุนรวมและผู้ถือหน่วยลงทุนได้รับสิทธิประโยชน์ทางด้านภาษี รวมทั้งได้รับลดหย่อนค่าธรรมเนียมการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรม

ข่าวอื่นๆ