Inverted Yield curve สหรัฐฯยังไม่นำไปสู่เศรษฐกิจถดถอย

  • วันที่ 16 ส.ค. 2562 เวลา 15:00 น.

Inverted Yield curve สหรัฐฯยังไม่นำไปสู่เศรษฐกิจถดถอย

ระดับความเสี่ยงที่จะเกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอยในครั้งนี้อาจยังมีไม่สูงนัก แต่ก็ไม่ควรประมาท 

การเกิด Inverted Yield curve หรือภาวะอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลระยะยาวตํ่ากว่าอัตราผลตอบแทนระยะสั้นในสหรัฐฯครั้งนี้ สร้างความกังวลอย่างมากต่อประเด็นที่เศรษฐกิจสหรัฐฯกำลังจะเข้าสู่ภาวะถดถอย (Recession)หรือไม่ เป็นเหตุให้ตลาดหุ้นทั่วโลกดิ่งลงไปตามๆกัน มีมุมมองจากฝ่ายวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ (บล.)เอเซีย พลัส เกี่ยวกับเรื่องนี้

โดยบล.เอเซีย พลัส ระบุว่า Inverted Yield curve ในสหรัฐฯ ครั้งล่าสุดเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 14 ส.ค.2562 ที่ผ่านมา โดยอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ (บอนด์ยิลด์) อายุ 10 ปีของสหรัฐฯ ลดลงแตะระดับ 1.623 % ต่ำกว่าบอนด์ยิลด์อายุ 2 ปีของสหรัฐฯ ที่ขึ้นมาที่ระดับ 1.63% ทำให้ตลาดกังวลประเด็นนี้ เพราะในอดีตทุกๆ ครั้ง ที่เกิด Inverted Yield Curve ในสหรัฐฯ มักทำให้เศรษฐกิจสหรัฐฯถดถอยตามมา

อย่างไรก็ตาม ภาวะเศรษฐกิจถดถอยจะเกิดตามมานั้น Inverted Yield Curve ในสหรัฐฯ ต้องเกิดขึ้นติดต่อกันนานเฉลี่ย 1 ปี โดยไปดูในอดีต 2 ครั้งก่อนหน้า ในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจมักจะเป็นเช่นนั้น (ดังรูปคือ เส้นสีฟ้าอยู่สูงกว่าเส้นดำเฉลี่ย 1 ปี

ดังนั้นในมุมมองของฝ่ายวิจัยฯ เชื่อว่าปรากฎการณ์ Inverted Yield Curve เมื่อกลางสัปดาห์ เป็นการเกิดขึ้นเพียงช่วงสั้น คือ ไม่ถึง 1 วัน โดยเช้าวันนี้ (16 ส.ค.62)บอนด์ยิลด์ อายุ 10 ปี สหรัฐฯอยู่ที่ 1.527% สูงกว่าเล็กน้อย เมื่อเทียบกับอายุ 2 ปี อยู่ที่ 1.50 %

เมื่อไปดูพื้นฐานเศรษฐกิจสหรัฐฯ ขณะนี้ ถือว่าแข็งแกร่งมากเมื่อเทียบกับในอดีต กล่าวคือ วิกฤติเศรษฐกิจซับไพร์ม ระหว่างปี 2551-2552 เกิดจากอสังหาริมทรัพย์ในสหรัฐฯ การกู้ยืมและการให้กู้ยืมที่มีความเสี่ยงสูง ขณะที่ระดับความเสี่ยงที่จะเกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอยในครั้งนี้ อาจยังมีไม่สูงนัก แต่ก็ไม่ควรประมาท ต้องติดตามตัวแปรสำคัญเช่น ผลกระทบของสงครามการค้าอย่างใกล้ชิด

ฝ่ายวิจัยฯ บล.เอเซีย พลัส ได้ทำการเปรียบเทียบข้อมูลเศรษฐกิจในช่วงที่เกิด Inverted Yield Curve ในอดีตมาเป็นข้อมูลประกอบ ดังต่อไปนี้

จีดีพีของสหรัฐฯ ปี 2551-2552 หดตัว 0.1% และ 2.5% ตามลำดับ เทียบกับปัจจุบันงวดไตรมาส1/62 ขยายตัว 2.3% จากช่วงเดียวกันปีก่อย และกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) คาดทั้งปี 2562 ขยายตัว 2.6%

อัตราการว่างงาน ปี 2550 เพิ่มขึ้นจากจุดต่ำสุดที่ 4.4% ไปเป็น 7.3% และ 10% ในปี 2551 และปี 2552 ตามลำดับ เทียบกับปัจจุบันอยู่ที่ระดับ 3.7% ใกล้ระดับต่ำสุดในรอบ 50 ปี

อัตราเงินเฟ้อ ลดลงจากจุดสูงสุดในปี 2550 ที่ 4.3% เหลือ 0.1% ในปี 2551 และหดตัว 2.1% ในปี 2552 เทียบกับปัจจุบันที่ขยายตัว 1.8%

ดัชนี PMIลดลงจากจุดสูงสุดในปี 2550 ที่ 54.1 จุด เหลือ 38.2และ 36.4 ในปี 2551 และปี 2552 ตามลำดับ เทียบกับปัจจุบันที่ PMI อยู่ที่ระดับ 51.2 จุด

ขณะที่ล่าสุด ดัชนีขี้นำเศรษฐกิจสหรัฐฯ ฝั่งภาคบริการยังแข็งแกร่ง โดยการบริโภคครัวเรือนในสหรัฐฯ คิดราว 70% ของจีดีพี คือ ยอดค้าปลีกเดือนก.ค.ขยายตัว 0.7% จากเดือนก่อน ดีกว่าที่ตลาดคาด 0.3% จากเดือนก่อน

สอดคล้องกับผลประกอบการของวอลล์มาร์ท (Walmart)ห้างค้าปลีกใหญ่สุดของสหรัฐฯ งวดไตรมาส 2/62 ดีกว่าที่ตลาดคาดราว 4% และยอดขายต่อสาขาเพิ่มขึ้น 2.8% จากช่วงเดียวกันปีก่อน ดีกว่าที่ตลาดคาด 2.1% บ่งชี้ว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯยังแข็งแกร่งฝ่ายวิจัยฯบล.เอเซีย พลัส ได้ย้อนรอยการเกิด Inverted Yield Curve ระหว่างบอนด์ยิลด์ สหรัฐฯอายุ 2 ปี กับ 10 ปี ในอดีต พบว่าเกิดขึ้น 4 ครั้งในรอบ 40 กว่าปีที่ผ่านมา และในแต่ละรอบจะทิ้งช่วงห่างกันประมาณ 10 ปี ที่สำคัญหลังเกิด Inverted Yield Curve มักจะมีวิกฤตทางการเงินตามมา (ดังภาพ)

 

หากเปรียบเทียบกับเหตุการณ์ปัจจุบัน ถือว่ายังไม่น่ากังวลมากนัก เนื่องจากปัจจุบันการเกิด Inverted Yield Curve เป็นเพียงระยะเวลาสั้น ๆระหว่างวันเท่านั้น แต่ในอดีตจะต้องเกิดขึ้น กินระยะเวลานานพอสมควร (เกินกว่า 1 ปี) หลังจากนั้นเหตุการณ์วิกฤติทางการเงินจึงจะตามมา

วิกฤตเศรษฐกิจในอดีตเป็นเหตุการณ์ที่ไม่เหมือนกันเลย และปัจจุบันยังไม่เห็นเหตุการณ์ที่จะนำไปสู่การเข้าใกล้วิกฤตทางการเงิน นอกจากเรื่องสงครามการค้าจีนกับสหรัฐฯ แต่หากการเจรจาดำเนินไปด้วยดี ประเด็นดังกล่าวจะผ่อนคลายลง รวมถึงเศรษฐกิจสำคัญๆของโลกยังแข็งแกร่ง ทำให้การเกิดวิกฤตยากขึ้น

ในระยะสั้นนี้ ความกังวลจากประเด็นดังกล่าว สร้างความผันผวนและกดดันตลาดหุ้นในช่วงนี้ สังเกตได้จากกระแสเงินทุนเคลื่อนย้าย(ฟันด์โฟลว์) ที่ไหลออกจากสินทรัพย์เสี่ยง รวมถึงตลาดหุ้นทุกแห่งในภูมิภาค ที่ในเดือนส.ค. 2562 เป็นเดือนที่ต่างชาติขายมากสุดถึง 3.5 หมื่นล้านบาท และถูกช็อตสุทธิสัญญา SET50 ฟิวเจอร์ส สูงสุดเช่นกันกว่า 8.27 หมื่นสัญญา

แต่ในวิกฤตย่อมมีโอกาสเสมอ หากประเด็นกดดันต่างๆ ผ่อนคลายลง ก็อาจเป็นโอกาสในการเข้าไปสะสมหุ้นพื้นฐานแข็งแกร่ง ที่มูลค่าต่ำจากความเป็นจริงได้กลยุทธ์การลงทุนในช่วงนี้ ฝ่ายวิจัยฯ ยังเน้นจัดพอร์ตการลงทุน โดยให้ความสำคัญกับการจำกัด Downside เลือกหุ้นที่ไม่ผันผวนตามภาวะตลาดอย่าง JASIF, POPF และ ROBINS ในสัดส่วนราว 50% ของพอร์ต ส่วนที่เหลือเป็นหุ้นที่ให้อัตราผลตอบแทนจากเงินปันผล ที่ดี และหุ้นที่มีการเติบโตสูง เพื่อดึงให้ผลตอบแทนของพอร์ตการลงทุนชนะตลาด

ข่าวอื่นๆ