ต่างชาติมีโอกาสขายหุ้นไทยเดือน ส.ค.ซ้ำรอยอดีต

  • วันที่ 02 ส.ค. 2562 เวลา 11:22 น.

ต่างชาติมีโอกาสขายหุ้นไทยเดือน ส.ค.ซ้ำรอยอดีต

บรรยากาศการลงทุนในตลาดหุ้นทั่วโลก โดยเฉพาะฝั่งเอเชีย วันที่ 2 ส.ค. 62 ความกังวลเรื่องสงครามการค้า กลับมาอีกรอบหลังสหรัฐฯ มีท่าทีจะตั้งกำแพงภาษีเพิ่มเติมในรอบที่ 4 สร้างแรงกดดันต่อราคาน้ำมัน และทำให้เงินไหลกลับเข้าสู่สินทรัพย์ปลอดภัยอีกครั้ง ภาวะดังกล่าวนักวิเคราะห์มองว่าจะทำให้ SET Index ยังปรับตัวลดลงต่อ

ขณะที่ตลาดหุ้นไทยเช้านี้ (2 ส.ค.62)ยังถูกปกคลุมด้วยปัจจัยลบ โดยนอกจากเรื่องสงครามการค้ากลับมาปะทุอีกรอบ ก็มีปัจจัยลบในประเทศเข้ามาผสมโรง นั่นคือ ได้เกิดเหตุระเบิดหลายจุดในกทม.

บทวิเคราะห์์บล.เอเซีย พลัส ระบุว่า ล่าสุดประธาธิบดีสหรัฐฯ มีท่าทีที่จะตั้งกำแพงภาษีสำหรับสินค้านำเข้าจากจีนรอบที่ 4 ในช่วงต้นเดือน ก.ย.2562 ซึ่งความกังวลดังกล่าวสร้างแรงกดดันต่อเนื่องไปยังราคาน้ำมันให้ปรับลดลงแรง ขณะที่กระแสเงินทุนเคลื่อนย้าย (ฟันด์โฟลว์) ไหลกลับเข้าไปสินทรัพย์ปลอดภัย( Safe Haven ) อีกครั้ง เช่น พันธบัตร สะท้อนจากอัตราผลตอบแทน (บอนด์ยิลด์)สหรัฐลดลงเหลือ 1.89% แตะระดับต่ำสุดในรอบ 2 ปี 10 เดือนและทองคำ หลังราคาทองคำเพิ่มขึ้น 1.6% ใกล้เคียงระดับสูงสุดในรอบ 6 ปี

สภาพแวดล้อมดังกล่าวทำให้เชื่อว่าจะยังไม่เห็นแรงหนุนจากฟันด์โฟลว์ สำหรับตลาดหุ้นไทย และยิ่งไปกว่านั้นอาจเห็นแรงขายทำกำไรในระยะสั้นออกมาได้

สำหรับปัจจัยในประเทศ ก็ยังอยู่ในภาวะที่ไม่มีประเด็นทางบวก โดยฝ่ายวิจัยฯ ให้ความสำคัญกับกระบวนการจัดทำงบประมาณรายจ่ายปีงบประมาณ 2563 ซึ่งดูเหมือนว่ากว่าจะเบิกจ่ายได้อาจเป็นช่วงเดือน ก.พ.2563 ซึ่งในช่วงเวลาตั้งแต่ 1 ต.ค.2562 – ก.พ.2563 อาจทำให้ไม่เห็นความคืบหน้าที่เป็นรูปธรรมของกิจกรรมการลงทุนใหม่ๆของภาครัฐ รวมถึงมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ต้องอัดฉีดเม็ดเงินลงทุนใหม่ๆ เข้ามาสู่ระบบเศรษฐกิจ

***สหรัฐเดินหน้าขึ้นภาษีนำเข้ารอบที่ 4 อีก 3 แสนล้านดอลลาร์

ข้อมูลจากบทวิเคราะห์ บล.เอเซีย พลัส ระบุว่า ประธาธิบดีทรัมป์ ได้ทวิตเตอร์ข้อความเมื่อคืนที่ผ่านมา (1 ส.ค.62) คือ เตรียมจะขึ้นภาษีนำเข้าต่อจีนอัตรา 10% ในรอบที่ 4 วงเงิน 3 ล้านดอลลาร์ จะให้มีผลวันที่ 1 ก.ย.2562 (ตั้งแต่กลางปี 2561-ปัจจุบันสหรัฐขึ้นภาษีนำเข้าต่อจีนอัตรา 25 % ไปแล้วรวม 3 รอบวงเงินรวม 2.5 แสนล้านดอลลาร์)

เป็นที่สังเกตุว่ารอบที่ 4 โดยสินค้าหลักๆที่ถูกจัดเก็บ เช่น โทรศัพท์และชิ้นส่วน โดยเฉพาะของ APPLE ,คอมพิวเตอร์ โน๊ตบุ๊ค, ของเล่น, วิดีโอเกม, จอคอมพิวเตอร์, ของทำจากพลาสติก เป็นต้น ซึ่งจะทำให้การขึ้นภาษีนำเข้ารวมทั้ง 4 รอบครอบคลุมทุกสินค้า ซึ่งจะกระทบต่อผู้บริโภคโดยตรง แตกต่างจาก 2 รอบแรกที่เป็นสินค้าขั้นต้นกลางที่กระทบกับผู้ผลิต ขณะที่ฝั่งจีนยังไม่มีท่าทีตอบโต้สหรัฐ โดยกำหนดการถัดไป คือ ฝั่งจีนจะเดินหทางไปเจรจากับสหรัฐ ในเดือน ก.ย. ซึ่งเป็นประเด็นที่ยังต้องติดตาม

***ต่างชาติมีโอกาสขายหุ้นไทยเดือน ส.ค.ซ้ำรอยอดีต

บล.เอเซีย พลัส ระบุว่าหากหลายปัจจัยกดดัน มีโอกาสทำให้ฟันด์โฟลว์ไหลออกจากตลาดหุ้นไทยในเดือน ส.ค. 62 ซ้ำรอยอดีต (10 ปี ต่างชาติขายสุทธิเฉลี่ยในเดือนส.ค. มูลค่า 8.7 พันล้านบาท)

 

ทั้งนี้เห็นได้จากในช่วง 2 วันผ่านมา (31 ก.ค.-1 ส.ค. ) แรงซื้อเริ่มชะลอ โดยต่างชาติสลับมาขายสุทธิหุ้นเกือบทุกแห่งในภูมิภาคกว่า 680 ล้านดอลลาร์ รวมถึงไทยที่ขายสุทธิ 61 ล้านดอลลาร์ หรือ 1.9 พันล้านบาท หลังจากนักลงทุนตลาดหุ้นผิดหวังกับธนาคารกลางสหรัฐฯ(เฟด) ที่ไม่ได้ส่งสัญญาณลดดอกเบี้ยในอนาคตอย่างชัดเจน ตอกย้ำด้วยประเด็นสงครามการค้าจีนสหรัฐที่ยังยืดเยื้อ และลุกลามจนประธานาธิบดีสหรัฐขู่ขึ้นภาษีจีน รอบที่ 4 วงเงิน 3 แสนล้านดอลลาร์ ที่อัตรา 10%

สัดส่วนตลาดหุ้นไทยในดัชนี MSCI Emerging Market มีโอกาสลดลง จากการปรับน้ำหนักรอบใหม่ (Rebalance) ในเดือน ส.ค. นี้ โดยจะประกาศให้ทราบเช้าวันที่ 9 ส.ค. 62 และจะมีผลบังคับใช้ช่วงปลายเดือน ส.ค. 62 แม้รอบนี้คาดว่าไม่มีการปรับหุ้นไทยเข้าออกจากดัชนี แต่สัดส่วนตลาดหุ้นไทยมีโอกาสลดลง จากการทยอยปรับเพิ่มหุ้นใหม่จากประเทศอื่นๆ เช่น จีน และซาอุดิอาระเบีย

อย่างไรก็ตามบล.เอเซีย พลัส มองว่า การเข้าสู่วัฎจักรดอกเบี้ยขาลง หรือหลายๆประเทศออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยการใช้นโยบายการเงินแบบผ่อนคลาย ช่วยลดทอนผลกระทบเศรษฐกิจชะลอตัว และถ้าหากปัจจัยต่างๆคลี่คลาย รวมถึงภาวะอัตราดอกเบี้ยที่อยู่ในระดับต่ำ หนุนให้ฟันด์โฟลว์ ยังมีโอกาสไหลกลับเข้ามาในตลาดหุ้นได้ในระยะถัดไป

 

ข่าวที่เกี่ยวข้องในอดีต

ข่าวอื่นๆ