สร้างโอกาสลงทุนต่างประเทศ

  • วันที่ 23 ก.ค. 2562 เวลา 07:00 น.

สร้างโอกาสลงทุนต่างประเทศ

โดย...บรรณรงค์ พิชญากร กรรมการผู้จัดการ กิจการค้าหลักทรัพย์ บล. บัวหลวง

กระแสการลงทุนต่างประเทศในช่วงนี้เริ่มมีมากขึ้น จากการเข้าถึงข้อมูลต่างๆ ในโลกยุคปัจจุบันที่รวดเร็วขึ้นมาก สมัยก่อนการที่ผมจะต้องหาข้อมูล บางครั้งบางทีก็ต้องเดินทางไปถึงหอสมุดแห่งชาติ แต่ในสมัยนี้เพียงแค่คลิกเดียวเราก็สามารถคุยข้ามโลก หรือแม้แต่ส่งข้อมูลข้ามทวีปอย่างง่ายดาย

ตัวอย่างเช่น การประชุมผู้ถือหุ้นของบริษัท Berkshire Hathaway ที่ Warren Buffett เป็นซีอีโอ ที่มีการถ่ายทอดสดผ่าน Facebook Live ไปทั่วโลก และผมเชื่อว่าในอนาคตอีกไม่นานจากนี้ การติดต่อสื่อสารจะยิ่งพัฒนาไปอีกไกลด้วยเทคโนโลยี เราอาจจะไม่เพียงเห็นแต่เสียงกับรูป แต่จะเห็นการฉายรูปเสมือนจริงออกมาทำให้รู้สึกเหมือนกับว่าเราได้ไปอยู่ในสถานที่จริง แม้ว่าจะอยู่กันคนละซีกโลกเลยก็เป็นได้

หากย้อนไปดูบริษัทขนาดใหญ่ที่สุดของโลก 10 อันดับแรกเมื่อ 10 ปีก่อน จะพบว่ามีบริษัทเทคโนโลยีอยู่เพียง 2 บริษัท นั่นคือ Microsoft และ Apple แต่หากลองดู ณ สิ้นไตรมาสหนึ่งปีนี้ จะพบว่ามีบริษัทเทคโนโลยีถึง 7 บริษัทที่ติดอันดับใหญ่สุด 10 อันดับแรกของโลก โดยบริษัท 2 บริษัทเดิมยังคงอยู่ และมีบริษัทที่เพิ่มขึ้นมา ได้แก่ Amazon Alphabet (Google) Facebook Alibaba และ Tencent สะท้อนว่าเรื่องเทคโนโลยีก้าวขึ้นมาเป็นเรื่องสำคัญของโลกจริงๆ แต่ก็เป็นที่น่าเสียดายว่า หุ้นที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีระดับโลกแบบนี้ เราไม่สามารถหาเพื่อลงทุนได้ในตลาดหุ้นไทย

ในยุคปัจจุบันนี้ การลงทุนในต่างประเทศนั้นสะดวกสบายขึ้นมาก ยกตัวอย่างเช่น ลูกค้าของหลักทรัพย์บัวหลวง สามารถซื้อขายหุ้นต่างประเทศด้วย log in เดียวกับระบบซื้อขายหุ้นไทยในระบบ Streaming หรือ TradeMaster ที่ลูกค้าสามารถส่งคำสั่งซื้อขายผ่านมือถือ หรือหน้าเว็บไซต์ ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนบนโลก การโอนเงินไปต่างประเทศเพื่อลงทุนในหลักทรัพย์นั้นก็สะดวก ลูกค้าสามารถทำได้เองผ่านระบบซื้อขายเดียวกันนี้ หรือแจ้งผู้แนะนำการลงทุน และเลือกได้ว่าต้องการแปลงสกุลเงินเป็นสกุลอะไร

เช่น ต้องการลงทุนในหุ้นสหรัฐฯ ก็เลือกแปลงสกุลเงินจากบาทเป็นดอลลาร์สหรัฐฯ (USD) หรือต้องการลงทุนในหุ้นฮ่องกง ก็เลือกแปลงสกุลเงินเป็นดอลลาร์ฮ่องกง (HKD) ซึ่งหากย้อนไปดูสมัยก่อน การโอนเงินเพื่อลงทุนในหลักทรัพย์ต่างประเทศจะไม่สะดวกเหมือนในสมัยนี้ เนื่องจากกฎเกณฑ์ของธนาคารแห่งประเทศไทย ที่ควบคุมการนำเงินออกนอกประเทศยังค่อนข้างเข้มงวด

นอกจากนี้ การลงทุนในต่างประเทศโดยเฉพาะในตลาดสหรัฐฯ ยังสร้างโอกาสในการลงทุนให้เราอย่างมหาศาล เพราะไม่เพียงแต่นักลงทุนสามารถลงทุนในหุ้นระดับโลกที่คุ้นหูกันดีอย่าง Starbucks Coca-Cola McDonald Walmart Visa ฯลฯ รวมถึงหุ้นเทคโนโลยีขนาดใหญ่ที่ผมกล่าวถึงข้างต้น

หรือหุ้นแปลกใหม่ ที่ทำธุรกิจเกี่ยวข้องกับกัญชาอย่าง Aurora Cronos ได้เท่านั้น แต่ยังสามารถลงทุนในตลาดหุ้นอื่นๆ ทั่วโลก ผ่าน ETF (Exchange Traded Fund) ที่จดทะเบียนในตลาดสหรัฐฯ เช่น หากต้องการลงทุนในหุ้นญี่ปุ่น ก็สามารถลงทุนผ่าน ETF ที่ชื่อว่า EWJ ที่สร้างผลตอบแทนอิงกับดัชนี MSCI Japan หรือหากต้องการลงทุนในหุ้นอินเดีย ก็สามารถลงทุนผ่าน ETF ที่ชื่อว่า INDY ที่สร้างผลตอบแทนอิงกับดัชนี CNX Nifty ของอินเดีย ที่จดทะเบียนในตลาดสหรัฐฯ ได้

เมื่อเปรียบเทียบมูลค่าซื้อขายของตลาดสหรัฐฯ กับตลาดหุ้นไทยจะพบว่ามีความแตกต่างกันสูงมาก โดยตลาดสหรัฐฯ นั้นมีมูลค่าซื้อขายต่อวันกว่า 10 ล้านล้านบาท ในขณะที่ตลาดหุ้นไทยอยู่ที่ประมาณ 4-5 หมื่นล้านบาทโดยเฉลี่ย ในแง่ขนาดพบว่า ตลาดหุ้นสหรัฐฯ มีมูลค่ากว่า 900 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็น 40% ของทั้งโลก ใหญ่กว่าตลาดหุ้นไทยประมาณ 60-70 เท่า ไม่นับขนาดของ จีดีพี ที่สหรัฐฯ มีขนาดถึงเกือบ 1 ใน 4 ของทั้งโลก ในขณะที่ไทยมีขนาดจีดีพีเพียง 0.1% ของทั้งโลก

ด้วยเหตุนี้ ผมจึงเห็นว่าการลงทุนในต่างประเทศนั้นเป็นการเปิดโลกการลงทุน ที่จะช่วยสร้างโอกาสให้เราในการรับผลตอบแทนที่ดีขึ้นในระยะยาว โดยเมื่อดูตัวเลขผลตอบแทนตลาดหุ้นไทยในช่วง 6 ปีที่ผ่านมา พบว่าให้ผลตอบแทนโดยประมาณไม่ถึง 1% ต่อปี (ไม่รวมปันผล) ในขณะที่ตลาดสหรัฐฯ ให้ผลตอบแทนถึงราว 13-14% ต่อปีในช่วงเวลาเดียวกัน ซึ่งหากนักลงทุนท่านใดสนใจการลงทุนในต่างประเทศ สามารถติดต่อหลักทรัพย์บัวหลวง เพื่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ 02-618-1111 ครับ

 

 

ข่าวที่เกี่ยวข้องในอดีต

ข่าวอื่นๆ