กองทุน SUPEREIF ฮอต จุดเด่นผลตอบแทนสูง 7.49 %ต่อปี

  • วันที่ 22 ก.ค. 2562 เวลา 10:52 น.

กองทุน SUPEREIF ฮอต จุดเด่นผลตอบแทนสูง 7.49 %ต่อปี

นายจอมทรัพย์ โลจายะ ประธานคณะกรรมการ บริษัท ซุปเปอร์ เอนเนอร์ยี คอร์เปอเรชั่น( SUPER ) เปิดเผยว่า ภายหลังจากที่สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ได้ตอบรับคำยื่นเอกสารคำขอจัดตั้งและจัดการ (ไฟลิ่ง) กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานโรงไฟฟ้าซุปเปอร์ เอนเนอร์ยี (SUPEREIF ) มูลค่าไม่ต่ำกว่า 8,150 ล้านบาท เป็นที่เรียบร้อย เมื่อวันที่ 9 ก.ค. 2562 คาดจะสามารถเสนอขายหน่วยลงทุนของกองทุนดังกล่าวได้ ระหว่างวันที่ 22 – 26 ก.ค. และวันที่ 30 -31 ก.ค.นี้ โดยขายผ่านธนาคารกรุงเทพ ทุกสาขาทั่วประเทศยกเว้นสาขาไมโคร ซึ่งมีช่วงราคาเสนอขายอยู่ที่ 10.00 บาท/หน่วย และคาดว่าจะเข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย(ตลท.) ปลายเดือนส.ค.นี้

ทั้งนี้ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวม(บลจ.) บัวหลวง ในฐานะบริษัทจัดการกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานโรงไฟฟ้าซุปเปอร์ เอนเนอร์ยี ได้มีการนำเสนอข้อมูล(โรดโชว์) กับนักลงทุนสถาบันในประเทศ 10-15 กองทุน และนักลงทุนรายย่อยไปแล้วได้รับความสนใจ เนื่องจากเป็นกองทุนที่มีแนวโน้มเติบโตที่ดี โดยเฉพาะรายได้จากการขายไฟฟ้าเข้ามาต่อเนื่อง จึงมีความน่าสนใจในการลงทุนระยะยาว

กองทุน SUPEREIF ลงทุนในโครงการโซลาร์ฟาร์ม ขนาดกำลังการผลิต 118 เมกะวัตต์ และมีจุดเด่น คือ มีรายได้จากการขายไฟฟ้าให้กับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) และการไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) มีการผูกสัญญาระยะยาว 25 ปี ทำให้มีรายได้ที่ชัดเจนและแน่นอนต่อเนื่อง

สิ่งที่สำคัญสำหรับนักลงทุนที่เป็นบุคคลธรรมดา ยังได้รับสิทธิพิเศษในการยกเว้นภาษีรายได้ จากเงินปันผลช่วง 10 ปีแรก ขณะที่ผลตอบแทนจากเงินปันผลเฉลี่ยต่อปีสูงถึง 7.49 % ดังนั้นเชื่อว่ากองทุนดังกล่าวจะเป็นทางเลือกของการลงทุนที่ดีมีความมั่นคง ให้ผลตอบแทนระดับสูงสม่ำเสมอ

สำหรับเงินที่ได้รับจากการจัดตั้งกองทุนดังกล่าว SUPER มีแผนที่จะนำไปใช้สำหรับการชำระหนี้สถาบันการเงิน เพื่อลดภาระดอกเบี้ยจ่ายประมาณ 3- 4 พันล้านบาท และรองรับการขยายการลงทุนโรงไฟฟ้า ทั้งในและต่างประเทศ เพื่อผลักดันธุรกิจเติบโตต่อไปในอนาคต

ด้านนายพีรพงศ์ จิระเสวีจินดา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บลจ. บัวหลวง เปิดเผยว่า SUPER ตกลงที่จะถือหน่วยลงทุนในกองทุนนี้ในสัดส่วนไม่ต่ำกว่า 20% ของจำนวนหน่วยลงทุนทั้งหมดในช่วงระยะเวลา 12 ปีแรก ซึ่งจะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนอีกชั้นหนึ่งด้วย

“การลงทุนใน SUPEREIF เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ดีสำหรับนักลงทุนที่มองหาสินทรัพย์ทางเลือก ซึ่งมีโอกาสให้ผลตอบแทนที่สม่ำเสมอ อีกทั้งความเสี่ยงไม่สูงมากเหมือนกับการลงทุนในหุ้นทั่วไป ดังนั้น นักลงทุนควรที่จะมี SUPEREIF อยู่ในพอร์ตลงทุนของตนเอง เพื่อช่วยกระจายความเสี่ยง เพราะธุรกิจโครงสร้างพื้นฐานมีความเสี่ยงค่อนข้างน้อย และมีความสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ” นายพีรพงศ์ กล่าวในที่สุด

ข่าวอื่นๆ