"เสี่ยเจริญ" ส่ง "แอสเสท เวิรด์ คอร์ป" เข้าตลาดหุ้น

  • วันที่ 11 มิ.ย. 2562 เวลา 19:41 น.

"เสี่ยเจริญ" ส่ง "แอสเสท เวิรด์ คอร์ป" เข้าตลาดหุ้น

ได้ฤกษ์เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ สำหรับบริษัท แอสเสท เวิรด์ คอร์ป (AWC) ซึ่งเป็นธุรกิจในกลุ่มของนาย"เจริญ สิริวัฒนภักดี"

โดยวันที่ 11 มิ.ย.2562 ได้ยื่นแบบแสดงรายการข้อมูล (ไฟลิ่ง ) ต่อสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เพื่อเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนแก่ประชาชนเป็นครั้งแรก (IPO) ไม่เกิน 8,000 ล้านหุ้น โดยจะขอเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET)

ทั้งนี้ AWC จะจัดสรรหุ้นเพิ่มทุนจำนวนไม่เกิน 6,957 ล้านหุ้น มูลค่าที่ตราไว้ (พาร์) หุ้นละ 1 บาท คิดเป็น 22.47 % ของจำนวนหุ้นทั้งหมดที่ออกและจำหน่ายแล้วภายหลังจากที่มีการเสนอขายหุ้นครั้งนี้ ไม่รวมจำนวนหุ้นที่ผู้จัดหาหุ้นส่วนเกิน (กรีนชู) อาจใช้สิทธิซื้อหุ้นสามัญเพิ่มทุนจากบริษัท ในกรณีที่มีการจัดสรรหุ้นส่วนเกิน

และหาก ณ วันปิดการเสนอขายหุ้นทั้งหมดจำนวน 6,957 ล้านหุ้น มีผู้จองซื้อหุ้นเป็นจำนวนมากกว่าหุ้นทั้งหมดที่เสนอขายดังกล่าว อาจมีการจัดสรรหุ้นส่วนเกินจำนวนไม่เกิน 15 % ของจำนวนหุ้นที่เสนอขายในครั้งนี้ หรือไม่เกิน 1,043 ล้านหุ้น

ณ วันที่ 11 มิ.ย.2562 AWC มีทุนจดทะเบียน 3.2 หมื่นล้านบาท เรียกชำระแล้ว 2.4 หมื่นล้านบาท ภายหลังจากการเสนอขายหุ้น IPO จะมีทุนจดทะเบียนเรียกชำระแล้วไม่เกิน 3.2 หมื่นล้านบาท

 

อาจกล่าวได้ว่าการเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯของ AWC ครั้งนี้ ถือเป็นบิ๊กดีล หรือมีมูลค่าไอพีโอที่ใหญ่ที่สุดของปี 2562 โดยใช้ที่ปรึกษาทางการเงินทั้งสิ้น 6 ราย เป็นในประเทศ 3 ราย ประกอบด้วย บริษัทหลักทรัพย์ ( บล.) บัวหลวง บล.ภัทร และ บล.กสิกรไทย ขณะที่มีที่ปรึกษาทางการเงินต่างประเทศ 3 ราย

***เข้าตลาดหุ้นรอบนี้หวังติดปีกบินสูง

ในวันเดียวกับที่ยื่นไฟลิ่งนั้น "วัลลภา ไตรโสรัส " ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และกรรมการผู้จัดการใหญ่ AWC พร้อมคณะผู้บริหารจำนวนมาก ได้เปิดแถลงข่าว โดยระบุถึงวัตถุประสงค์ของการเสนอขายไอพีโอในครั้งนี้ว่าเงินที่ได้จากการระดมทุนจะใช้เพื่อเข้าซื้อกิจการที่เป็นเจ้าของทรัพย์สินกลุ่ม 3 และใช้ในการลงทุน พัฒนา ปรับปรุงทรัพย์สินของบริษัทและบริษัทย่อยขณะที่มีแผนลงทุนธุรกิจโรงแรมเพิ่มอีก 12 โรงแรม ซึ่งอยู่ระหว่างการเตรียมการลงทุน พร้อมกับชำระคืนเงินกู้ยืมให้กับธนาคาร และ/หรือตั๋วสัญญาใช้เงินที่ออกโดยบริษัทและ/หรือ บริษัทย่อย และใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนในการดำเนินกิจการ

***ซื้อโรงแรมอีก 12 แห่ง ดันพอร์ต 5 ปีเพิ่มเป็น 8,500 ห้อง

แอสเสท เวิรด์ คอร์ป ประกอบธุรกิจถือหุ้นในบริษัทอื่น (โฮลดิ้ง) ที่ประกอบธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ บริษัทเป็นทั้งเจ้าของและผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ทั้งในกลุ่มธุรกิจโรงแรมและการบริการ (Hospitality) และกลุ่มธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เพื่อการพาณิชย์ (Retail and Commercial Building) ทั้งหมด 29 แห่ง ณ วันที่ 31 มี.ค. 2562 เป็นเจ้าของโรงแรมระดับ Midscale ขึ้นไปรายใหญ่ที่สุดในประเทศไทย โดยมีโรงแรมที่เปิดดำเนินการแล้ว 10 แห่ง จำนวนห้องพักรวมทั้งสิ้น 3,432 ห้อง ตั้งอยู่ในกรุงเทพฯ เชียงใหม่ สมุย กระบี่ และภูเก็ต ขณะที่ยังมีโรงแรมอีก 5 แห่งที่กำลังอยู่ระหว่างการปรับปรุงหรือพัฒนาใหม่

นอกจากนี้ บริษัทฯยังได้ตกลงที่จะเข้าซื้อโรงแรมอีก 12 แห่ง เป็นโรงแรมที่ดำเนินการแล้ว 4 แห่ง และอยู่ระหว่างการพัฒนาและมีแผนพัฒนา 8 แห่ง ตามสัญญาซื้อขายหุ้นปี 2562 โดยคาดการณ์ว่าเมื่อรวมจำนวนห้องพักของโรงแรมทั้งหมดจะมีจำนวนรวมทั้งสิ้นประมาณ 8,500 ห้องภายใน 5 ปี

***อสังหาฯเพื่อเช่าปี 68 เพิ่มเป็น 2.5 แสนตรม.

บริษัทมีอสังหาริมทรัพย์เพื่อประกอบกิจการการค้า (Retail and Wholesale) ที่เปิดดำเนินการแล้วทั้งหมด 8 แห่ง มีพื้นที่เช่าสุทธิ (NLA) รวม 1.65 แสนตารางเมตร ( ตร.ม.) คาดว่าภายในปี 2568 จะสามารถเพิ่มจำนวนพื้นที่เช่าสุทธิได้ทั้งสิ้นประมาณ 2.5 แสนตร.ม ซึ่งส่วนใหญ่ตั้งอยู่ในกรุงเทพฯ

ได้แก่ โครงการเอเชียทีค เดอะ ริเวอร์ฟร้อนท์ คอมมูนิตี้ชอปปิงมอลล์ และปี 2561 ได้เปิดดำเนินงานอสังหาริมทรัพย์เพื่อประกอบกิจการปลีก (รีเทล ) ใหม่ 2 แห่ง ได้แก่ โครงการลาซาล อเวนิว และโครงการเกทเวย์ แอท บางซื่อพร้อมกันนี้ มีโครงการที่อยู่ระหว่างการพัฒนา ได้แก่ โครงการเออีซี เทรด เซ็นเตอร์ ที่เป็นอสังหาริมทรัพย์เพื่อประกอบกิจการการค้าส่ง และมีโครงการคอมมูนิตี้มาร์เก็ต บางกะปิ ซึ่งเน้นผู้เช่าพื้นที่ประเภทอาหารและเครื่องดื่ม

รวมถึงมีโครงการส่วนต่อขยาย ได้แก่ โครงการลาซาล อเวนิว ส่วนต่อขยาย และโครงการเอเชียทีค เดอะ ริเวอร์ฟร้อนท์ ส่วนต่อขยาย ซึ่งอยู่ภายใต้การพิจารณาเข้าลงทุนตามบันทึกข้อตกลง (MOU) รวมทั้ง โครงการเกทเวย์ เอกมัยที่อยู่ภายใต้การบริหาร และการพิจารณาเข้าลงทุนด้านอาคารสำนักงานมีทั้งหมด 4 แห่ง มีพื้นที่เช่าสุทธิรวมกันทั้งหมด 2.7 แสนตร.ม.ตั้งอยู่ในทำเลสำคัญของกรุงเทพฯ เช่น อาคารเอ็มไพร์ ทาวเวอร์ ย่านสาทร และอาคารแอทธินี ทาวเวอร์ ในย่านเพลินจิต, อาคาร 208 วาย เลสโร้ด และอาคารอินเตอร์ลิงค์ ทาวเวอร์

***หลังไอพีโอ กลุ่ม"เจริญ" ยังกอดหุ้น 75 %

ผู้ถือหุ้นรายใหญ่ AWC ณ วันที่ 11 มิ.ย. 2562 ประกอบด้วยกลุ่มนายเจริญ สิริวัฒนภักดี และคุณหญิงวรรณา สิริวัฒนภักดี ซึ่งรวมถึงกลุ่มบริษัท ทีซีซี กรุ๊ป อินเตอร์เนชั่นแนล ลิมิเต็ด ถือหุ้นรวมกันทั้งหมด 100 % หลังเสนอขายหุ้น IPO ในครั้งนี้แล้วจะลดสัดส่วนการถือหุ้นลงเหลือ 75 %

***ผลประกอบการ 3 ปีย้อนหลัง รายได้เพิ่ม-กำไรลด

ปี 2559 รายได้รวม 9,411.25 ล้านบาท กำไรสุทธิ 2,890.73 ล้านบาท

ปี 2560 รายได้รวม 11,207.55 ล้านบาท กำไรสุทธิ 1,372.07 ล้านบาท

ปี 2561 รายได้รวม 12,415.64 ล้านบาท กำไรสุทธิ 489.04 ล้านบาท

กำไรที่ลดลงโดยหลักมาจากการเพิ่มขึ้นของต้นทุนทางการเงินเนื่องจากบริษัทมีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางการเงินในช่วงเดือน พ.ค.2560 ขณะที่งวด 3 เดือนแรกของปี 2562 มีรายได้รวม 3,031.53 ล้านบาท มีกำไรสุทธิ 207.22 ล้านบาท ขณะที่มีนโยบายการจ่ายเงินปันผลให้แก่ผู้ถือหุ้นไม่น้อยกว่า 40% ของกำไรสุทธิ

ปัจจุบันสัดส่วนรายได้ มาจากธุรกิจโรงแรม 60 % รายได้จากธุรกิจอาคารสำนักงานและพื้นที่ค้าปลีก 40 % ณ วันที่ 31 มี.ค.2562 บริษัทมีสินทรัพย์รวม 92,759.15 ล้านบาท หนี้สินรวม 67,561.93 ล้านบาท ส่วนของผู้ถือหุ้นรวม 25,197.22 ล้านบาท

 

***คัมแบ็กรอบนี้ ไม่ธรรมดา

ทั้งนี้ เมื่อปี 2560 เจ้าสัวเจริญ ได้ซื้อคืนทรัพย์สินกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ 3 กองทุน ที่บริหารโดยบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) ซึ่งมีมูลค่าทรัพย์รวม 8.2 หมื่นล้านบาท และได้เพิกถอนออกจากการเป็นหลักทรัพย์จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

การคัมแบ็กตลาดหุ้นรอบนี้นับว่า AWC มีประเด็นหรือสตอรี่ที่น่าสนใจ โดยเฉพาะธุรกิจโรงแรม

นอกจากนี้ในระหว่างที่แถลงข่าว "วัลลภา" กล่าวว่า ทรัพย์สินที่อยู่ในพอร์ตของบริษัท ล้วนแล้วแต่เป็นของดี ส่วนที่เหลืออยู่กับทีซีซี กรุ๊ป และในอนาคตมีแผนจะคัดทรัพย์สินจากทีซีซี กรุ๊ป เข้ามาในพอร์ต แอสเสท เวิรด์ ฯเพิ่มอีกด้วย 

 

 

ข่าวอื่นๆ

ข่าวอื่นๆ