บาทแข็งนิวไฮพยุงหุ้น

วันที่ 10 พ.ย. 2553 เวลา 07:18 น.
หุ้นเอเชียพักฐาน กังวลหนี้ยุโรปป่วน เงินเหรียญสหรัฐพลิกแข็งค่า ตะลึงเงินบาทกลับแข็งไม่หยุดทำนิวไฮ ช่วยหุ้นไทยร่วงจิ๊บจ๊อย

ภาวะตลาดหุ้นไทยวันที่ 9 พ.ย.ที่ผ่านมา มีการอ่อนตัวตามภูมิภาคเอเชีย หลังตลาดเริ่มมีความกังวลปัญหาหนี้ในยุโรปมากขึ้น และได้รับผลกระทบจากเงินเหรียญสหรัฐกลับมาแข็งค่าขึ้น แต่เงินบาทยังคงแข็งต่อเนื่องปิดที่ 29.50/53 บาทต่อเหรียญสหรัฐ ทำให้ดัชนีหุ้นปรับตัวลงไปไม่มาก ปิดที่ 1047.55 จุด ลดลง 2.24 จุด มูลค่าการซื้อขายรวม 43,333 ล้านบาท

สำหรับนักลงทุนสถาบันที่ซื้อเก็บมานาน พลิกกลับมาขายสุทธิ 1,339 ล้านบาท ส่วนต่างชาติซื้อเพียง 1 ล้านบาท

ด้านการซื้อขายหุ้นของครอบครัว ปตท. (PTT) ที่ร้อนแรงมาตั้งแต่สัปดาห์ที่ผ่านมา เริ่มมีแรงขายทำกำไรออกมา ยกเว้น บริษัท ไทยออยล์ (TOP) ที่ดีดขึ้นแรงต่อเนื่อง 1.75 บาท ปิดที่ระดับ 63.75 บาท ขานรับผลงานไตรมาส 3 ที่มีกำไรสุทธิ 2,323 ล้านบาท หรือ 1.14 บาทต่อหุ้น เพิ่มขึ้น 116.33% จากงวดไตรมาส 2 และเพิ่มขึ้น 17.45% จากงวดเดียวกันของปีก่อน

ขณะที่งวด 9 เดือน มีกำไรสุทธิ 5,402.86 ล้านบาท คิดเป็นหุ้นละ 2.65 บาท ลดลง 48.29% จากงวดเดียวกันของปีก่อน

“กำไรสุทธิที่ดีขึ้นในไตรมาส 3 เนื่องจากเศรษฐกิจโลกฟื้นตัวทำให้มีความต้องการใช้น้ำมันและน้ำมันหล่อลื่นพื้นฐานรวมถึงยางมะตอยที่เพิ่มขึ้น” บริษัท ไทยออยล์ ชี้แจง

บริษัท ปตท.อะโรเมติกส์และการกลั่น (PTTAR) ผลงานในไตรมาส 3 ถือว่าแย่กว่าที่คาด โดยนักวิเคราะห์ของบริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ฟินันเซียไซรัส เห็นว่าผลการดำเนินงานหลักยังขาดทุน 294 ล้านบาท แต่มีกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนมาช่วยทำให้มีกำไรสุทธิ 695 ล้านบาท

อย่างไรก็ตาม ราคาหุ้นที่อ่อนตัวเป็นโอกาสในการซื้อเก็งกำไรเพราะแนวโน้มไตรมาส 4 ต่อเนื่องถึงปีหน้าจะเติบโตมากขึ้นจากค่าการกลั่นที่อยู่ในระดับสูงและอาจมีกำไรจากสต๊อก รวมถึงมีโอกาสถูกนำมาควบรวมกับบริษัท ปตท.เคมิคอล (PTTCH) ซึ่งคาดว่าจะประกาศปลายปีนี้ถึงต้นปีหน้า จึงให้ราคาเป้าหมาย 34 บาท

นายสรัญ รังคสิริ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่การตลาดขายปลีก บริษัท ปตท. กล่าวว่า บริษัท ปตท.สนใจเข้าซื้อหุ้นในบริษัท เวียดนาม แอลพีจี เพิ่มอีก 55% จากปัจจุบันที่ถืออยู่ 45% ทำให้ถือหุ้นทั้งหมด 100% คาดว่าจะใช้เงินลงทุนไม่เกิน 10 ล้านเหรียญสหรัฐ และใช้เวลาในการเจรจาขอซื้อหุ้นจากรัฐบาลเวียดนามภายใน 6-7 เดือนนี้

“หากตกลงกันได้ ปตท.ก็มีแผนจะขยายธุรกิจเพิ่มเติมจากการทำแอลพีจีครบวงจร คือ จะลงทุนตั้งโรงผสมน้ำมันหล่อลื่นพื้นฐาน เพื่อขายในเวียดนามที่ตลาดยังเติบโตอีกมาก” นายสรัญ กล่าว

ทีมปิโตรเคมีภูมิภาคเอเชีย บล.ซีแอลเอสเอ ลดประมาณการราคาปิโตรเคมีปี 2553-2555 และยังคงมุมมองว่าอุตสาหกรรมนี้ยังอยู่ในช่วงที่ดีจากการผลิตที่ทยอยมากกว่าความต้องการ ดังนั้นจึงคาดว่ากำไรของบริษัท ปูนซิเมนต์ไทย (SCC) ยังดี และเพิ่มราคาเป้าหมายหุ้นนี้ที่ 425 บาท และเป็นหุ้นที่น่าลงทุนระยะยาว เพราะเชื่อว่ารายได้จะกลับมาฟื้นตัวทั้งธุรกิจปิโตรเคมีและซีเมนต์

“หุ้น SCC ถูกถ้าเทียบการเติบโตของกำไรในระยะ 3 ปี ที่ 17% จึงให้น้ำหนักลงทุนเหนือตลาด” ซีแอลเอสเอ ระบุ

ด้าน บล.เอเซีย พลัส (ASP) ระบุว่าปัญหาน้ำท่วมที่เกิดขึ้นในภาคใต้ ส่งผลให้ราคาปาล์มเพิ่มขึ้น 5.4% มาอยู่ที่ 5.41 บาท ในช่วงตั้งแต่วันที่ 17 พ.ย.นี้ ซึ่งเป็นผลดีต่อเจ้าของสวนปาล์ม และสกัดเป็นน้ำมันปาล์มดิบ ซึ่งได้แก่บริษัท ยูนิวานิช (UVAN) เป็นต้น โดยฝ่ายวิจัยเตรียมปรับเพิ่มประมาณการกำไร UVAN

สำหรับราคายางที่ปรับตัวขึ้นประมาณ 10% ในสัปดาห์ที่ผ่านมา ทำให้เกิดการเก็งกำไรหุ้น บริษัท ศรีตรังแอโกรอินดัสทรี (STA) สนั่น แต่วันที่ 9 พ.ย.ที่ผ่านมา กลับถูกทิ้ง กดราคาปิดที่ 33.75 บาท ร่วงลง 1.25 บาท หรือ 3% หลังตลาดผิดหวัง กำไรสุทธิ 478 ล้านบาท ในไตรมาส 3 ซึ่งต่ำกว่าคาด ลดลง 52% จากไตรมาส 2 แม้เพิ่มขึ้น 68% จากไตรมาส 3 ปีที่ผ่านมาก็ตาม แต่ราคาหุ้นปรับตัวขึ้นมาเกินปัจจัยพื้นฐานไปมากแล้ว