เปิดโผหุ้นน่าลงทุนรับจีดีพี 5กลุ่มรับอานิสงส์

  • วันที่ 21 พ.ย. 2560 เวลา 21:55 น.

เปิดโผหุ้นน่าลงทุนรับจีดีพี 5กลุ่มรับอานิสงส์

เปิดโพยหุ้นน่าลงทุนรับจีดีพีโต ปีหน้าเกิน 4% เป็นข่าวบวกลงทุนตลาดหุ้น แต่กดค่าเงินบาทแข็งค่าได้อีกจากเงินทุนไหลเข้า

ฝ่ายวิจัยบริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส (ASP) ได้ออกบทวิเคราะห์ว่า ภายหลังสภาพัฒน์เศรษฐกิิจและสังคมแห่งชาติ(สศช.) แถลงตัวเลขอัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจไทย หรือจีดีพี ไตรมาส 3 ปี 2560 ขยายตัวถึง 4.3% สูงสุดในรอบ 18 เดือน และเพิ่มคาดการณ์จีดีพีปีนี้ เป็นโต 3.9% จากเดิม 3.5-4.0% ด้วย จีดีพีงวดไตรมาส 3 โตมาจากการส่งออก การบริโภคภาคเอกชน การใช้จ่ายภาครัฐ และการลงทุน เป็นผลบวกต่อการลงทุนในตลาดหุ้น โดยเฉพาะหุ้นในกลุ่มที่จะได้อานิสงส์จากการเติบโตของเศรษฐกิจภายในประเทศ ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มค้าปลีก นิคมอุตสาหกรรม รับเหมาก่อสร้าง และกลุ่มธนาคารพาณิชย์ เป็นต้น

“ภาคการส่งออกสดใสตามเศรษฐกิจของประเทศคู่ค้าที่ฟื้นตัว และเป็นช่วงฤดูกาลของการส่งออกด้วย ขณะที่การลงทุนภาคเอกชนพื้นตัว จากยอดขายปูนซีเมนต์ไตรมาส 3 ที่ขยายตัว 3.5% เมื่อเปรียบเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อน สูงสุดในรอบ 4 ปี เชื่อว่าเศรษฐกิจในไตรมาส 4 และปี 2561 จะถูกขับเคลื่อนด้วยการลงทุนภาคเอกชน หลังจากที่ภาครัฐส่งเสริมการลงทุนโดยการให้สิทธิประโยชน์ด้านภาษีและมีโครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (อีอีซี )รวมถึงการส่งออกยังดีต่อเนื่อง” บทวิเคราะห์ ระบุ

ทั้งนี้ การบริโภคภาคครัวเรือนมีแรงหนุนจากมาตรการภาครัฐ จะทำให้อัตราการเติบโตของจีดีพีในปี 2561 มีโอกาสแตะ 4%

นางเกศรา มัญชุศรี กรรมการและผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) กล่าวถึงการที่ สศช. ประกาศขยายจีพีดี ไตรมาส 3 เติบโต 4.3% และจะเพิ่มการปรับจีดีพีปีนี้เป็น 3.9% ตอกย้ำการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ถือว่าผ่านจุดต่ำสุดไปแล้ว และจะมีการฟื้นตัวต่อเนื่อง โดยคาดว่าปีหน้าจีดีพีไทยจะเติบโตมากกว่า 4% ซึ่งจะเป็นผลดีต่อทิศทางตลาดหุ้นไทย และตลาดหุ้นจะปรับตัวขึ้นล่วงหน้า ที่ผ่านมาหุ้นไทยปรับตัวสูงขึ้นรับแนวโน้มเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวของปี 2561 แล้ว

ด้านผลประกอบการบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ปีนี้ยังคงดี มีเพียงบางกลุ่มและบางบริษัทที่ไตรมาส 3 ออกมาไม่ดีนัก แต่ก็เชื่อว่าจะปรับตัวดีขึ้นในปีหน้าตามเศรษฐกิจที่ดีขึ้น โดยกลุ่มธนาคารพาณิชย์จะฟื้นตัวดีขึ้น หลังจากปีนี้ธนาคารกันสำรองเงินหนี้สงสัยจะสูญไปมากแล้ว ส่วนกลุ่มพลังงาน ราคาน้ำมัน ก็ไม่น่าจะเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ และการบริโภคฟื้นตัวชัดเจน

สำหรับกรณีค่าเงินบาทที่แข็งค่ามาอยู่ที่ 32.80 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ มีผลต่อผู้ส่งออกรายกลางและผู้ลงทุนรายย่อย แต่ผู้ประกอบการจะต้องมีการปรับตัว โดยใช้เครื่องมือทางการเงินต่างๆ แต่สิ่งที่สำคัญในการค้าระหว่างประเทศ คือ การเพิ่มมูลค่าสินค้าให้สูงขึ้น เพราะหากส่งออกเพียงแต่เฉพาะวัตถุดิบ ราคาจะผันผวนตามสินค้าโภคภัณฑ์

บล.ฟินันเซีย ไซรัส ระบุว่า มีโอกาสที่จีดีพีในไตรมาส 4 จะเติบโตในระดับ 4% ต่อเนื่อง และถ้าหากเป็นไปตามคาดแบบนี้จะทำให้ค่าเงินบาทมีทิศทางแข็งค่าต่อ จากเงินทุนไหลเข้า ขณะที่อัตราดอกเบี้ยนโยบายจะปรับขึ้นอย่างเร็วคือกลางปีหน้าไปแล้ว

ข่าวอื่นๆ

ข่าวที่เกี่ยวข้องในอดีต

ข่าวอื่นๆ