หุ้นไทย30ก.ย.ปิดลบ8.22จุด

วันที่ 30 ก.ย. 2559 เวลา 17:14 น.
หุ้นไทย30ก.ย.ปิดลบ8.22จุด
ดัชนีหุ้นไทยปิดตลาดวันที่ 30ก.ย.2559ซึ่งสิ้นสุดงวดไตรมาส3ปี2559ที่ระดับ 1,483.21จุด ลดลง 8.22 จุด มูลค่าการซื้อขาย 39,986.92 ล้านบาท

ทั้งนี้หุ้นไทยช่วง 9เดือน ให้ผลตอบแทนนักลงทุนในระดับ 15.15% เมื่อเปรียบเทียบกับดัชนีเมื่อสิ้นปี 2558 ซึ่งปิดที่ระดับ 1,288.02 จุด

หลักทรัพย์ที่มีการซื้อขายสูงสุด 5 อันดับได้แก่1.PTT ปิดที่ 339.00 บาท ลดลง -3.00 บาท มูลค่าการซื้อขาย 2,944.89 ลบ.2.BCPG ปิดที่ 11.30 บาท ลดลง -0.30 บาท มูลค่าการซื้อขาย 1,774.35 ลบ.3.BDMS ปิดที่ 21.80 บาท เพิ่มขึ้น 0.20 บาท มูลค่าการซื้อขาย 1,705.06 ลบ.4.TRUE ปิดที่ 6.95 บาท ลดลง -0.10 บาท มูลค่าการซื้อขาย 1,088.29 ลบ.5.KBANK ปิดที่ 187.50 บาท ลดลง -1.50 บาท มูลค่าการซื้อขาย 1,057.04 ลบ.

นายณัฐชาต เมฆมาสิน ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.ทรีนิตี้ เปิดเผยว่า ดัชนีหุ้นไทยย่อตัวลงสอดคล้องกับหุ้นโลก เนื่องจากเผชิญแรงกดดันเกี่ยวกับปัญหาสถานะทางการเงินของดอยซ์แบงก์ ธนาคารขนาดใหญ่ของเยอรมัน ที่ได้รับแรงกดดันจากการถูกเรียกค่าปรับจำนวน 1.4 หมื่นล้านดอลลาร์ จากกระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ ทำให้ในสัปดาห์นี้ราคาหุ้นลดลงมาแล้ว 11% ซึ่งหากต้องจ่ายจริงจะกระทบฐานะกางการเงินอย่างหนัก อาจถึงขั้นต้องเพิ่มทุนและอาจจะต้องเลื่อนการจ่ายชำระคืนหุ้นกู้ อีกทั้งรัฐบาลเยอรมันออกมาแสดงท่าทีว่าจะไม่เข้าไปยุ่งในเรื่องนี้ด้วย

นอกจากนี้ ยังมีแรงขายหุ้นในกลุ่มพลังงานออกมาบางส่วน หลังวานนี้ตอบรับข่าวดีกลุ่ม OPEC บรรลุข้อตกลงร่วมกันในการประชุมนอกรอบ ตรึงกำลังการผลิตน้ำมัน แต่ด้วยปริมาณที่ปรับลดเพียงเล็กน้อย และรายละเอียดต่าง ๆ ยังต้องรอความชัดเจนอีกครั้งในการประชุมอย่างเป็นทางการ 30 พ.ย. นี้ ฉะนั้น ประเด็นนี้เป็นเพียงปัจจัยช่วงพยุงราคาน้ำมันโลก ส่วนอัพไซค์จำกัดเช่นกัน ราคาน้ำมันโลกจึงน่าจะแกว่งตัวผันผวนในกรอบเท่านั้น

ขณะที่ปัจจัยในประเทศ ตัวเลขเศรษฐกิจไทยจากการรายงานล่าสุดของธนาคารแห่งประเทศไทย พบว่า การบริโภคภายในประเทศเป็นปัจจัยหลักขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ตัวเลขส่งออกฟื้นตัวดีขึ้น แต่การลงทุนภาคเอกชนยังน่าห่วง ไม่มีสัญญาณฟื้นตัว สำหรับสัปดาห์หน้า คาดหุ้นไทยแกว่งตัวผันผวน เพื่อรอปัจจัยใหม่มากระทบ โดยน่าจะเริ่มเห็นการปรับประมาณการหุ้นกลุ่มแบงก์เป็นกลุ่มแรก ซึ่งจะเป็นประเด็นหลักถัดไปที่จะเข้ามากระตุ้นบรรยากาศการลงทุนให้คึกคักมากขึ้น

ส่วนปัจจัยที่ต้องติดตาม คืนนี้มีรายงานตัวเลข PMI จีน หากออกมาตามคาดที่ 50.5 ถือว่าน่าพอใจ เพราะเป็นระดับที่เกินกว่า 50 บ่งชี้ว่าเศรษฐกิจขยายตัว ตลอดจนการดีเบตระหว่างผู้สมัครเลือกตั้งรองประธานาธิบดีสหรัฐฯ ในช่วงเช้าวันที่ 5 ต.ค. ตามเวลาประเทศไทย และตัวเลขการจ้างงานนอกภาคการเกษตรสหรัฐฯ เดือน ก.ย. ในวัน 7 ต.ค. ซึ่งคาดว่าจะอยู่ที่ 175,000 ตำแหน่ง ดีขึ้นจากเดิม 150,000 ต่ำแหน่ง ซึ่งหากเป็นไปตามนี้ น่าจะไม่ส่งผลกระทบต่อท่าทีของเฟดในการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายตามที่คาดการณ์ในเดือน ธ.ค. ด้านกลยุทธ์ในสัปดาห์หน้า แนะเก็งกำไรแบบขึ้นขาย-ลงซื้อ พร้อมกับประเมินแนวรับ 1,460 จุด แนวต้าน 1,510 จุด

ข่าวที่เกี่ยวข้องในอดีต