หุ้นไทย4ธ.ค.ปิดลบ7.05จุด

วันที่ 04 ธ.ค. 2558 เวลา 17:26 น.
หุ้นไทย4ธ.ค.ปิดลบ7.05จุด
ดัชนีหุ้นไทยปิดทำการวันที่ 4 ธ.ค ที่ระดับ 1,333.57จุดลดลง 7.05 จุด มูลค่าการซื้อขายกว่า 33,506.68 ล้านบาท

หลักทรัพย์ที่มีมูลค่าซื้อขายสูงสุด ประกอบด้วย  CPALL ปิด 43 บาท ลดลง 1.25 บาท มูลค่า 3,662 ล้านบาท TKN ปิด 6  บาท เพิ่มขึ้น 0.25 บาทมูลค่า  3,171 ล้านบาท  BDMS ปิด20.90บาทเพิ่มขึ้น  0.50  บาท  มูลค่า 1,464.50  ล้านบาท ADVANC ปิด202.00บาทลดลง4  บาทมูลค่า 1,227 .83 ล้านบาทJASปิด  4.70บาทลดลง 0.10  บาท มูลค่า 889 .50 ล้านบาท

นักวิเคราะห์บล.ฟิลลิป(ประเทศไทย)กล่าวว่า หุ้นยังคงได้รับผลจาก    ปัจจัยภายนอก หลังเฟดมีกําหนดการประชุมระหว่างวันที่ 15 -16 ธ.ค.และอาจเหนการขึ้นอัตราดอกเบี้ยเป็นครั้งแรกในรอบเกือบทศวรรษ มองกลยุทธการลงทุนโดยให้แนวรับ  1320 – 1340จุดให้คงระดบพอร์ตหุ้นไว้ที่ 75% เนื่องจากระดับดังกล่าวาจะเริ่มเหมาะสมสําหรับลงทนระยะยาวแล้ว 

นายอดิศักดิ์  ผู้พิพัฒน์หิรัญกุล นักกลยุทธ บล ธนชาต กล่าวว่า  ดัชนีถูกกดดันจากตลาดหุ้นโลกที่อ่อนแอ  หลัง ECB ไม่เพิ่มวงเงินในการซื้อพันธบัตร  รายเดือน จากปัจจุบันที่ EUR6 หมื่นล้าน/เดือน แต่ทำการขยายระยะเวลาในการทำ QEไปอีก 6 เดือน สิ้นสุด มี.ค.2017 แทน (เพิ่มวงเงินทั้งหมด EUR3.6 แสนล้าน) โดยประเมินแนวรับระยะสั้นที่ 1,325-1,330 จุดการ “พักฐาน” จะใช้เวลาต่อไปอีก 1-1.5 สัปดาห์คาดว่าจะยังไม่เห็นแรงซื้อหุ้นกลับเข้ามาแรงๆ ในช่วง 1-1.5 สัปดาห์ข้างหน้านี้ เนื่องจาก 1) SET ปิดทำการหลายวันในสัปดาห์หน้า และ 2) นักลงทุนที่ขายหุ้นไปก่อนหน้านี้ คาดว่าจะรอผลการประชุม FOMC ในวันที่ 15-16 ธ.ค.นี้ก่อน ถึงจะตัดสินใจเข้าลงทุนอีกครั้ง ดังนั้นจึง ให้เลือกซื้อหุ้น ปรับลดลงแรงกว่าที่เราคาดการณ์ไว้มากในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา ด้วยปัจจัยกดดันจากการประมูลคลื่น 1800MHz ที่สูงกว่าที่คาดการณ์ไว้, ราคาน้ำมันปรับลดลงต่อเนื่องกดดันหุ้นกลุ่มพลังงาน, Fed มีท่าทีขึ้นดอกเบี้ยที่ชัดเจนมากขึ้นในการประชุมเดือน ธ.ค.นี้, และสถานการณ์ความตึงเครียดในซีเรีย ทำให้ SET อยู่ในช่วง “พักฐาน”

แนะนำกลยุทธ์ เน้นการลงทุนในหุ้น 4 กลุ่ม1. กลุ่มธนาคารขนาดใหญ่ ที่ราคาหุ้นถูกลงมากคือ   KBANK2. กลุ่มหุ้นกำไรดี   MINT AOT  3. กลุ่มสื่อสาร ราคาปรับลดลงมากไป คือ INTUCH  ปัจจุบันให้ปันผล 7% 4. กลุ่มหุ้น กลับมาเติบโต  คือ CPF  ธุรกิจกุ้งฟื้นตัว กำไรกลับมาเติบโตอีกครั้งปีหน้า