กำไรโบรกเกอร์หดตามวอลุ่ม

วันที่ 27 ก.ค. 2558 เวลา 09:29 น.
กำไรโบรกเกอร์หดตามวอลุ่ม
นายกสมาคม บล.ไทย ยอมรับซื้อขายหุ้นหด 25% ในไตรมาส 2 สะเทือนผลประกอบการ

นางภัทธีรา ดิลกรุ่งธีระภพ นายกสมาคมบริษัทหลักทรัพย์ไทย เปิดเผยถึงกรณีมูลค่าการซื้อขายในตลาดหุ้นเฉลี่ยต่อวันในช่วงไตรมาส 2 ของปีนี้มาอยู่ที่ 40,559 ล้านบาท ลดลง 25% จากไตรมาสก่อนหน้าอยู่ที่ระดับ 5.4 หมื่นล้านบาท/วัน ว่าย่อมส่งผลกระทบต่อผลประกอบการของกลุ่มบริษัทหลักทรัพย์ (โบรกเกอร์) ให้ปรับตัวลดลงตามอย่างแน่นอน

โดยเฉพาะโบรกเกอร์ในกลุ่มที่พึ่งพิงรายได้จากธุรกิจนายหน้าค้าหลักทรัพย์เป็นหลัก จะได้รับผลกระทบมากกว่าโบรกเกอร์ที่มีการกระจายแหล่งรายได้ไปยังรายได้อื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นวาณิชธนกิจ ตัวแทนขายหน่วยลงทุน หรือแม้แต่การออกผลิตภัณท์ของตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นใบสำคัญแสดงสิทธิอนุพันธ์ (DW) หุ้นกู้อนุพันธ์ หรือการให้บริการโปรแกรมการซื้อขายทางออนไลน์ที่แข็งแกร่ง

“ต่อให้มีพอร์ตลงทุนโบรก ก็ยังเหนื่อย เพราะหุ้นเทรดยากมากภายใต้สถานการณ์แบบนี้ และโดยเฉพาะโบรกเกอร์ที่เพิ่งเปิดตัวอาจเหนื่อย เพราะมีแต่ซื้อขายหุ้นเพียงอย่างเดียว”นายกสมาคมบริษัทหลักทรัพย์ไทย กล่าว

อย่างไรก็ตาม มูลค่าการซื้อขายจะลดลง แต่ไม่พบว่ามีการแข่งขันด้านราคามากเท่าที่ควร น่าจะเป็นเพราะโบรกเกอร์ที่มีจุดขาย ไม่จำเป็นต้องลงมาแข่งด้านราคาทำให้กระแสการตัดราคาไม่ได้มาก

ทางด้าน ม.ล.ทองมกุฎ ทองใหญ่ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ไทยพาณิชย์ กล่าวว่า มูลค่าการซื้อขายที่ลดลง กระทบต่อรายได้ของโบรกเกอร์ทุกแห่ง แต่จะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับว่าโบรกเกอร์แต่ละราย นั้นมีค่าธรรมเนียมนายหน้าซื้อขายหุ้น (คอมมิชชั่น) เฉลี่ยในระดับเท่าใด

นอกจากนี้ ยังขึ้นอยู่กับว่าสามารถสร้างสัดส่วนรายได้ที่ไม่ใช่จากค่าธรรมเนียมนายหน้าซื้อขายหุ้นเข้ามาช่วยมากน้อยเพียงใดในระยะหลายๆ ปี ที่ผ่านมาโบรกเกอร์แต่ละแห่งพยายามเพิ่มรายได้ในส่วนนี้ เช่น การมีพอร์ตลงทุน แต่ยังไม่ได้เป็นสัดส่วนที่ใหญ่มากเพียงพอ

ในส่วนของ บล.ไทยพาณิชย์ เอง ยอมรับว่าได้รับผลกระทบ แต่ทั้งนี้ในแง่ของส่วนแบ่งการตลาด (มาร์เก็ตแชร์) ซื้อขายหุ้นของบริษัทในเดือน ก.ค.นี้ ได้เพิ่มขึ้นเป็น 4% จากเดือนก่อนหน้านี้ประมาณกว่า 3% และคาดหวังว่าทั้งปีน่าจะสามารถรักษาระดับ 4% นี้ได้ เนื่องจากประเมินภาพครึ่งหลังของปีนี้เศรษฐกิจน่าจะมีการฟื้นตัว และกำไรของบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ต่อหุ้น (EPS) น่าจะอยู่ที่ 95 บาท/หุ้น หรือเติบโต 20% จากปี 2557 อยู่ในระดับต่ำเพียง 75 บาท/หุ้น

นอกจากนี้ ปัจจัยลบทั้งในประเทศและต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็น ปัญหาวิกฤตหนี้ของประเทศกรีซ หรือเศรษฐกิจในประเทศที่จะเติบโตในระดับ 3% แต่ทุกคนได้รับรู้ข่าวไปแล้ว

“แต่ละปีจะมี 1-2 ไตรมาสที่มูลค่าการซื้อขายในตลาดหุ้นไทยอยู่ในระดับต่ำ เหมือนกับปีนี้ที่ช่วงต้นปีมูลค่าการซื้อขายอยู่ในระดับสูงและมาลดลงในระยะนี้ ดังนั้นบริษัทจะให้ความสำคัญกับการมองภาพทั้งปีมากกว่า” ม.ล.ทองมกุฎ กล่าว

นายวิลเลี่ยม แองกัส เค็นท์ กรรมการ บล.แมคควอรี (ประเทศไทย) หรือ MSTL ได้เปิดเผยถึงผลกำไรของบริษัทสำหรับปี 2558 มีจำนวน 16 ล้านบาท คิดเป็นกำไรต่อหุ้น 0.32 บาท เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้ามีกำไรสุทธิ 129 ล้านบาท หรือคิดเป็นกำไรต่อหุ้น 2.59 บาท

สำหรับสาเหตุที่ผลกำไรของบริษัทลดลง เนื่องจากรายได้คอมมิชชั่นมีจำนวน 171 ล้านบาท ลดลงถึง 55% จากปี 2557 มีจำนวน 382 ล้านบาท ซึ่งเป็นไปตามสภาพการลดลงของปริมาณการซื้อขายหุ้นและอัตราค่าคอมมิชชั่น     

นอกจากนี้ รายได้จากค่าธรรมเนียมและบริการเพิ่มขึ้นจาก 113 ล้านบาท เป็น 173 ล้านบาท เนื่องจากการเพิ่มขึ้นของรายได้ส่วนแบ่งค่าธรรมเนียมในการให้บริการจากการทำสัญญา “Exclusive Strategic Alliance” กับ บล.กสิกรไทย และการเพิ่มขึ้นของค่าบริการจากธุรกรรมการเสนอขายใบสำคัญแสดงสิทธิอนุพันธ์ รวมทั้งค่าบริการจากการรับประกันจัดจำหน่ายหุ้น           

ขณะที่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นจาก 396 ล้านบาท เพิ่มเป็น 423 ล้านบาท เนื่องจากค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานปรับตัวเพิ่มขึ้น