มาชานลีหาโอกาสยามวิกฤต

วันที่ 10 พ.ค. 2553 เวลา 11:45 น.
“ไม่มีปัญหาย่อมไม่มีโอกาส” เป็นคำนิยามที่ “มาชานลี” หรือ ชาญ บูลกุล ให้ไว้สำหรับการลงทุนในตลาดหุ้นไทยขณะนี้

“มาชานลี” ในฐานะนักลงทุนรายใหญ่ในตลาดหุ้นและเป็นประธานกรรมการ บริษัท บรุ๊คเคอร์ กรุ๊ป (BROOK) ซึ่งดำเนินธุรกิจวาณิชธนกิจ (อินเวสต์เมนต์แบงก์) มองว่าการลงทุนในตลาดหุ้นไทยยังมีความน่าสนใจอยู่ แม้ว่าจะเกิดเหตุการณ์ทางการเมืองรุนแรงจนทำให้มีผู้เสียชีวิตจำนวนมากขึ้นก็ตาม แต่นักลงทุนต่างชาติยังขายหุ้นออกไปไม่มากนัก เมื่อเปรียบเทียบกับยอดซื้อสุทธิประมาณ 6 หมื่นล้านบาท นับตั้งแต่ต้นปี 2553 ที่ผ่านมา

“ผมไม่สนใจเรื่องความวุ่นวาย เพราะเมื่อดูตัวเลขความเสียหายแล้วมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจน้อยมาก มีเพียงธุรกิจท่องเที่ยว ซึ่งนักท่องเที่ยวสามารถเลี่ยงไปเที่ยวที่ภูเก็ต เชียงใหม่ก็ได้ นักลงทุนต่างชาติเขาดูตัวเลข แต่คนไทยเอาอารมณ์เข้ามาเกี่ยวข้อง ทำให้เรามองว่าเป็นเรื่องใหญ่” มาชานลี กล่าว

ส่วนที่ว่านักลงทุนต่างชาติกลัวและขายทุกราคา “มาชานลี” กล่าวปฏิเสธว่า ไม่จริง เพราะดัชนีหุ้นไทยปีนี้เริ่มจาก 680 จุด จนขึ้นไปแตะระดับสูงสุดที่ 820 จุดเมื่อวันที่ 7 เม.ย. หรือมีค่าเฉลี่ยที่ระดับ 750 จุด ถือว่าเป็นต้นทุนของนักลงทุนต่างชาติ และดัชนีหุ้นขณะนี้อยู่ใกล้เคียงกับระดับต้นทุนของต่างชาติ ดังนั้นจึงไม่มีเหตุผลที่นักลงทุนต่างชาติจะขายหุ้นออกมามาก

นอกจากนี้ มุมมองของนักลงทุนต่างชาติเห็นว่าตลาดหุ้นไทยมีความน่าสนใจมาก เพราะอยู่ในระดับต่ำกว่าประเทศเพื่อนบ้านประมาณกว่า 20% จากปัญหาการเมืองและมาบตาพุด ดังนั้นจึงเห็นเป็นโอกาสที่จะเข้ามาลงทุน นี่จึงเป็นอีกเหตุผลของความไม่เชื่อว่านักลงทุนต่างชาติจะขายทุกราคา

สำหรับธุรกิจของบรุ๊คเคอร์ กรุ๊ป เองนั้นมีอยู่ 4 ธุรกิจด้วยกัน 1.ธุรกิจวาณิชธนกิจ 2.พอร์ตลงทุนของบริษัท 3.การรับบริหารจัดการให้กับนักลงทุนต่างประเทศ และ 4.การเป็นนายหน้าอสังหาริมทรัพย์

“มาชานลี” อธิบายเพิ่มว่า บริษัทเริ่มจากการรับบริหารจัดการลงทุนให้กับผู้ลงทุนต่างประเทศซึ่งขณะนี้มีอยู่ 1 กอง มีนโยบายลงทุนในตลาดหุ้นไทย มูลค่าประมาณเกือบ 1,000 ล้านบาท แม้ว่าปีที่ผ่านมาจะสามารถสร้างผลตอบแทนให้กับลูกค้าได้ถึง 100% สูงกว่าผลตอบแทนของดัชนีซึ่งขยายตัวระดับ 60% แต่โดยรวมผลตอบแทนของกองนี้อยู่ที่ระดับประมาณ 30-40% เท่านั้น เพราะปี 2551 ขาดทุนอย่างหนักจากวิกฤตซับไพรม์

“บริษัทรับบริหารจัดการดูแลพอร์ตให้กับนักลงทุนต่างชาติ จึงไม่จำเป็นต้องขอใบอนุญาตทำธุรกิจกองทุนจากสำนักงาน ก.ล.ต.”

ส่วนพอร์ตลงทุนของบรุ๊คเคอร์ กรุ๊ป นั้นปัจจุบันมีมูลค่า 150 ล้านบาท ซึ่งนโยบายจะเน้นการลงทุนในบริษัทขนาดกลาง มูลค่ามาร์เก็ตแคปตั้งแต่ 3,000-4,000 ล้านบาท จนถึงระดับ 2 หมื่นล้านบาท

สาเหตุที่ไม่นิยมลงทุนในหุ้นขนาดใหญ่หรือบลูชิป เพราะเห็นว่าลงทุนไปก็จะได้ผลตอบแทนเท่ากับตลาด แต่หากต้องการชนะตลาดต้องลงทุนในหุ้นขนาดกลาง เพราะเป็นกลุ่มที่มีการขยายตัวสูง แถมยังมีเงินปันผลอีกด้วย

หลักการลงทุนสไตล์บรุ๊คเคอร์ กรุ๊ป จะรวบรวมรายชื่อหุ้นขนาดกลางไว้ประมาณ 100 บริษัท และไปเยี่ยมชมกิจการเพื่อนำข้อมูลมาวิเคราะห์ รวมทั้งติดตามความเป็นไปของบริษัทเหล่านี้ว่าเป็นไปตามที่บริษัทพูดไว้หรือไม่ นอกจากจะเน้นลงทุนในบริษัทขนาดกลางแล้ว ยังต้องเลือกธุรกิจซันไรส์ หรือบริษัทที่มีวงจรธุรกิจขาขึ้น เลี่ยงธุรกิจซันเซต หรือธุรกิจขาลง ซึ่งบางช่วงบางจังหวะจะเปลี่ยนแปลงไปตามสถานการณ์ เช่นปี 2551-2552 ธุรกิจชิ้นส่วนรถยนต์ถือเป็นธุรกิจขาลง แต่ปีนี้เป็นขาขึ้น

อย่างไรก็ตาม ผลประกอบการของบรุ๊คเคอร์ กรุ๊ป จะขึ้นอยู่กับพอร์ตลงทุน ทำให้ผู้ถือหุ้นเกรงว่าผลประกอบการจะไม่มีเสถียรภาพและเหวี่ยงไปตามพอร์ตลงทุนในหุ้น ซึ่ง “มาชานลี” กล่าวว่า บริษัทลงทุนแบบมืออาชีพ จะตัดสินใจซื้อหุ้นตัวใด พิจารณาจาก พี/อี มูลค่าหุ้นทางบัญชี เงินปันผลเป็นหลัก และหากลงทุนไปแล้วมีผลขาดทุนเกิน 25% จะตัดขายขาดทุนทันที ทำให้พอร์ตมูลค่า 150 ล้านบาท ลงทุนในหุ้นกว่า 20 ตัวนี้ ไม่มีหุ้นปั่นหรือเก็งกำไรแต่อย่างใด หุ้นทุกตัวได้ผ่านหลักเกณฑ์การพิจารณาลงทุนมาแล้ว

“การทำธุรกิจก็มีความเสี่ยงไม่แพ้พอร์ตลงทุน ของเรายังดีกว่า บริษัท ปตท. เสียอีก ซึ่งมีเพียง 1 ธุรกิจเทียบกับเรามีกว่า 10 ธุรกิจ ธุรกิจไหนไม่ดีเราไม่ลงทุนก็ได้ แต่หากเป็นธุรกิจ พอธุรกิจไม่ดีจะเปลี่ยนก็ไม่ได้”

“มาชานลี” ยังกล่าวถึงธุรกิจวาณิชธนกิจว่า ขณะนี้งานที่เข้ามามีทั้งการให้ระดมทุน จัดโครงสร้างธุรกิจ จัดทำแผนฟื้นฟูกิจการ แต่ส่วนใหญ่จะเป็นการควบรวมกิจการ ประมาณ 10-20 บริษัท โดยไม่มีบริษัทต่างประเทศเพราะบริษัทไม่มีความชำนาญ ซึ่งงานด้านไอบีต้องเก่งเรื่องกฎหมาย ภาษี เป็นต้น

มาชานลี กล่าวทิ้งท้ายว่า ธุรกิจในประเทศไทยหลายธุรกิจจำเป็นต้องควบรวมให้มีขนาดใหญ่ขึ้น เช่น ธุรกิจเหล็ก ธนาคารพาณิชย์ แม้แต่โบรกเกอร์เอง เพราะธุรกิจขนาดเล็กจะทำให้มีต้นทุนสูง สร้างแบรนด์ลำบาก

เพราะฉะนั้นการลงทุนจะต้องมองหาโอกาสอยู่สม่ำเสมอ ไม่ว่าสถานการณ์ในประเทศหรือต่างประเทศจะย่ำแย่ขนาดไหนก็ตาม