หุ้นได้-เสียบาทอ่อน

วันที่ 24 ส.ค. 2556 เวลา 10:48 น.
หุ้นได้-เสียบาทอ่อน
เกษตรอาหารอิเล็กทรอนิกส์ดีได้เงินตปท. การบินสื่อสารนิคมฯแย่รายจ่ายบาน

สองโบรกเกอร์ยันกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์อาหารได้ดีจากบาทอ่อน แต่ฉุดหุ้นสายการบิน สื่อสาร และนิคมฯ

สถานการณ์ค่าเงินบาทอ่อนทะลุ 32 บาทต่อเหรียญสหรัฐ จนธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ต้องเข้าแทรกแซงจนกระทั่งวันที่ 23 ส.ค. เงินบาทกลับมาแข็งค่าปิด 31.91-31.93 บาท นี้คาดว่าจะกระทบต่อกำไรบริษัทจดทะเบียนในตลาดหุ้นไทย

นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) เอเซีย พลัส คาดว่า กลุ่มที่จะได้รับประโยชน์จากเงินบาทอ่อนค่าจะเป็นกลุ่มเกษตรและอาหาร ที่ส่วนใหญ่รับรู้รายได้เป็นสกุลต่างประเทศแต่มีต้นทุนเป็นเงินบาท

สำหรับหุ้นที่ได้ประโยชน์มากที่สุดคือ บริษัท ศรีตรังแอโกรอินดัสทรี (STA) โดยมีรายได้ในรูปเงินเหรียญสหรัฐ 100% และให้มูลค่าที่เหมาะสม 50 บาท รองลงมาเป็นบริษัท น้ำตาลขอนแก่น (KSL) รายได้เป็นเหรียญสหรัฐ 65%

ด้านบริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร (CPF) แม้จะมีรายได้เป็นเงินเหรียญสหรัฐแค่ 10% แต่ก็ยังมีรายได้จากสกุลอื่น เช่น ยูโร 50% โดยภาพรวมทำให้กลุ่มเกษตรและอาหารจะมีกำไรเพิ่มขึ้นจากประมาณการเดิม 5% ทุก 1 บาท ที่อ่อนค่า

กลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ พบว่าโดยเฉลี่ยแล้วได้ประโยชน์ใกล้เคียงกัน โดยแม้จะมีโครงสร้างได้ในรูปเงินเหรียญสหรัฐและยูโรเกือบทั้ง 100% เช่น บริษัท ฮานาไมโครอิเล็คโทรนิคส์ (HANA) บริษัท แคลคอมพ์ อีเล็คโทรนิคส์ (CCET) บริษัท เดลต้า อีเล็คโทรนิคส์ (DELTA) แต่โครงสร้างต้นทุนในรูปเงินเหรียญสหรัฐเฉลี่ยก็สูงในระดับ 80% ของทุนรวม

ขณะที่มีหนี้ต่างประเทศในรูปสกุลเหรียญสหรัฐด้วยเช่นกันทั้ง HANA และ DELTA โดยภาพรวมแล้ว การที่เงินบาทอ่อนค่าไป 2 บาท จะทำให้กำไรของกลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์เพิ่มขึ้น 12.6%

กลุ่มวัสดุก่อสร้าง บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย (SCC) ได้ประโยชน์จากเงินบาทอ่อนค่า เพราะยอดขายส่วนใหญ่เป็นเหรียญสหรัฐ โดยเฉพาะกลุ่มปิโตรเคมี โดยการอ่อนค่าทุก 1 บาทต่อเหรียญสหรัฐ ส่งผลบวกต่อกำไร 400 ล้านบาท

ทั้งนี้ กลุ่มที่เสียประโยชน์จากการที่ค่าเงินบาทอ่อนค่าคือ กลุ่มสายการบิน เพราะต้นทุนหลักคือ ราคาน้ำมันคิดเป็น 35% ของต้นทุนรวม ต้องซื้อด้วยเงินเหรียญสหรัฐ การอ่อนค่าของบาท 1% จะกระทบกำไรปกติของบริษัท การบินไทย (THAI) บริษัท เอเชียเอวิเอชั่น (AAV) บริษัท สายการบินนกแอร์ (NOK) ลดลงจากประมาณการเดิม 11.9% 3% 2.7%

กลุ่มสื่อสารบริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส (ADVANC) บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น (DTAC) บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น (TRUE) บริษัท จัสมิน อินเตอร์เนชั่นแนล (JAS) ได้รับผลกระทบเพราะมีหนี้สินจากการนำอุปกรณ์โครงข่ายที่อยู่ในรูปเงินเหรียญสหรัฐ เมื่อแปลงเป็นบาทแล้วจะมีจำนวนสูงขึ้น บริษัท ไทยคม (THCOM) ขาดทุนค่าเงินเพราะมีหนี้สินระยะยาวราว 110 ล้านเหรียญสหรัฐ

กลุ่มนิคมอุตสาหกรรม บริษัท เหมราชพัฒนาที่ดิน (HEMRAJ) ได้รับผลกระทบทางบัญชีที่จะต้องบันทึกขาดทุนค่าเงินที่เกิดจากโรงไฟฟ้าเก็คโค่วัน (ถือหุ้น 35%) ที่กู้เงินในค่าเงินเหรียญสหรัฐ แต่ไม่ได้รับผลกระทบในด้านกระแสเงินสด

นักวิเคราะห์ บล.ดีบีเอส วิคเคอร์ส (ประเทศไทย) วิเคราะห์ว่าหุ้นที่ได้รับประโยชน์จากเงินบาทอ่อนค่า คือ DELTA โดยแนะนำซื้อ ราคาเป้าหมาย 56 บาท บริษัท เคซีอี อีเล็คโทรนิคส์ (KCE) จึงแนะนำซื้อ ราคาเป้าหมาย 17 บาท THCOM แนะนำซื้อ ราคาเป้าหมาย 42.50 บาท

หุ้นที่ถูกกระทบทางลบจากบาทอ่อน คือ THAI ดังนั้น จึงแนะนำขาย ราคาเป้าหมาย 16 บาท และขายบริษัท น้ำมันพืชไทย (TVO) ราคาเป้าหมาย 16.70 บาท