กำไรบจ.ไทยไม่หวือหวา

วันที่ 17 ก.ค. 2555 เวลา 12:24 น.
กำไรบจ.ไทยไม่หวือหวา
ซิตี้กรุ๊ปคาดกำไร บจ.ไตรมาส 2 ไม่หวือหวา กลุ่มธนาคารและอสังหาริมทรัพย์จะออกมาดี การบินไทย โรงกลั่น ปิโตรเคมี และค้าปลีกแย่

กำไรกลุ่มธนาคารส่วนใหญ่จะทยอยประกาศในสัปดาห์นี้ และตามมาด้วยบริษัทจดทะเบียน (บจ.) กลุ่มอื่นทั้งหมด

นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ (ซิตี้กรุ๊ป) คาดว่ามีเพียงไม่กี่บริษัทที่จะประกาศกำไรออกมาดีหรือแย่กว่าคาด โดยรวมแล้วคาดว่าธนาคารที่กระจายความเสี่ยงได้ดีกำไรจะออกมาดีทั้งธนาคารกสิกรไทย (KBANK) และธนาคารกรุงศรีอยุธยา (BAY) รวมถึงกำไรธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB) ที่มีกำไรจะเติบโตแข็งแกร่งที่สุด

ขณะที่ธนาคารขนาดเล็กจะออกมาไม่ดีนัก เนื่องจากต้นทุนที่สูงขึ้นจากการระดมทุนผ่านตั๋วแลกเงิน

กลุ่มค้าปลีกกำไรจะชะลอตัวเทียบไตรมาสแรก เนื่องจากต้นทุนที่พุ่งสูงขึ้น โดยกำไรบริษัทห้างสรรพสินค้าโรบินสัน (ROBINS) บริษัท โฮม โปรดักส์ เซ็นเตอร์ (HMPRO) และสยามแม็คโคร (MAKRO) จะออกมาดีจากการเปิดสาขาใหม่ แต่จะมีต้นทุนค่าใช้จ่ายการบริหารและการขายเพิ่ม ROBINS จะได้รับผลกระทบจากนโยบาย

กลุ่มขนส่งความต้องการยังอ่อนแอ แต่ได้ดีจากราคาเชื้อเพลิงต่ำหุ้น

ทั้งนี้ คาดว่าบริษัท การบินไทย (THAI) กำไรจะต่ำกว่าคาด เพราะอัตราผลตอบแทนต่อผู้โดยสารต่ำ

กลุ่มอสังหาริมทรัพย์ผลงานคาดว่าจะออกมาดีกว่าที่ตลาดคาดจากความต้องการอสังหาริมทรัพย์ที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว แต่ค่าจ้างงานที่เพิ่มขึ้นทำให้ผู้บริหารคาดหวังอัตรากำไรต้นน้อยลง

ด้านกลุ่มปิโตรเคมีและโรงกลั่นคาดว่า จะขาดทุนสินค้าคงคลังฉุดกำไรไตรมาส 2 ความต้องการปิโตรเคมีไม่ฟื้นดังที่เคยคาดไว้ที่จะทำให้กำไรลดลงขณะที่ดัชนีหุ้นไทยวันที่ 16 ก.ค. ยังแกว่งขึ้นมาปิดที่ 1,214.25 จุด เพิ่มขึ้น 3.96 จุด หรือเพิ่มขึ้น 0.33% ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 25,017.58 ล้านบาท ดัชนีเคลื่อนไหวระหว่าง 1,219.46-1,209.57 จุด

น.ส.ธีรดา ชาญยิ่งยงค์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการอาวุโส บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ฟิลลิป (ประเทศไทย) เปิดเผยว่า หุ้นไทยใน 1-2 สัปดาห์นี้ยังมีโอกาสขึ้นต่อได้ จากปัจจัยการเก็งกำไรจากผลประกอบการไตรมาส 2 ที่จะเริ่มทยอยออกมาตั้งแต่ปลายสัปดาห์นี้ ซึ่งเป็นในทิศทางเดียวกันกับตลาดภูมิภาค อีกทั้งไทยยังได้แรงเสริมจิตวิทยาระยะสั้นจากคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ยกคำร้องไม่ยุบพรรคเพื่อไทยเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา

อย่างไรก็ตาม ระหว่างวันอาจจะเจอแรงขายทำกำไรออกมา โดยให้ระวังความผันผวนของดัชนี เพราะจากปัจจัยผลประกอบการเป็นเพียงข่าวดีระยะสั้นเท่านั้น เนื่องจากระยะยาวต้องดูการแก้ไขปัญหาวิกฤตของยุโรป การชะลอตัวการเติบโตเศรษฐกิจที่น้อยลงหลังไตรมาส 2 ทำได้ 7.6%

นอกจากนั้นต้องรอดูว่าสหรัฐและยุโรปจะมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจออกมาหรือไม่ เพราะถ้ามีโอกาสจะทำให้เห็นดัชนีแตะที่ 1,300 จุดได้ แต่เป้าหมายสิ้นปีมองที่ 1,250 จุด