HSBCเชียร์หุ้นไทย

วันที่ 05 ก.ค. 2555 เวลา 12:05 น.
HSBCเชียร์หุ้นไทย
แบงก์เอชเอสบีซี เพิ่มน้ำหนักหุ้นไทย ปัจจัยบวกหนุนเพียบ เชียร์หุ้นแบงก์ ทรีนีตี้ คาดต่างชาติยังไม่รีบขาย

ธนาคารเอชเอสบีซี โดยทีมกลยุทธ์การลงทุนในตลาดหุ้นประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ปรับเพิ่มน้ำหนักการลงทุนในตลาดหุ้นไทยจากเดิมน้อยกว่าตลาดเป็นมากกว่าตลาด เพราะภาพรวมในหลายภาคส่วนสดใสมากขึ้น

เอชเอสบีซี มีความเห็นว่า นโยบายการเงินเอื้อต่อการเติบโตของเศรษฐกิจในขณะนี้ และน่าจะเห็นการเติบโตเกินคาด ขณะที่ความเสี่ยงด้านการเมืองที่คลี่คลายลง ซึ่งเอื้ออำนวยต่อการเติบโตเร็วขึ้นของกำไรสุทธิต่อหุ้นบริษัทจดทะเบียน (บจ.) เนื่องจากผลประโยชน์ทางภาษีและการฟื้นตัวเร็วหลังน้ำท่วม จึงเป็นผลดีต่อตลาดหุ้นไทย

ทางด้านอัตราดอกเบี้ย นักเศรษฐศาสตร์ของธนาคารเอชเอสบีซี เชื่อว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบายจะปรับเพิ่มขึ้นในปี 2556

“การลงทุนของเอกชนอาจจะเพิ่มสูงขึ้นอีกในช่วงครึ่งปีหลัง และคาดว่าสินเชื่อจะเติบโตราว 12-14% ส่งผลให้กำไรของธนาคารยังคงแข็งแกร่ง อัตราส่วนผลตอบแทนต่อสินทรัพย์รวม (ROA) ใกล้เคียงกับที่เคยอยู่ในระดับสูงสุดในปี 2554 เรายังเชื่อว่าในขณะนี้ธนาคารพาณิชย์ของไทยยังเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดสำหรับการลงทุนในภูมิภาคอาเซียน” เอชเอสบีซี ระบุ

นายวิศิษฐ์ องค์พิพัฒนกุล กรรมการผู้จัดการ บล.ทรีนีตี้ กล่าวว่า ตลาดหุ้นยังจะมีโอกาสปรับขึ้นต่อในช่วงนี้ เนื่องจากนักลงทุนคาดหวังเรื่องการประชุมของธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) ในวันที่ 5 ก.ค.นี้ แม้ว่าตลาดจะรับรู้ข่าวเรื่องโอกาสที่จะปรับลดดอกเบี้ยลง 0.25% เหลือ 0.75% ไปมากแล้วก็ตาม แต่ยังเก็งกันว่าที่ประชุมของอีซีบีอาจจะมีการต่ออายุดอกเบี้ยเงินกู้ต่ำระยะยาว หรือ LTRO จาก 3 ปี เป็น 5 ปี นับตั้งแต่เริ่มใช้ประมาณเดือน ธ.ค.ที่ผ่านมา

นอกจากนี้ ยังมีการประชุมสำคัญให้นักลงทุนติดตามและมีความหวังที่ดีขึ้นอีกหลายเรื่อง จึงคาดว่าต่างชาติยังไม่ขายทำกำไร

นายวิศิษฐ์ กล่าวว่า ทรีนีตี้ได้รวบรวมความเคลื่อนไหวของราคาสินทรัพย์ต่างๆ ก่อนและหลังการประชุมสุดยอดผู้นำยุโรป (ยูโรซัมมิต) 1 สัปดาห์ นับตั้งแต่ปี 2553 รวม 8 ครั้ง พบว่าดัชนีหุ้นไทยจะปรับตัวขึ้นเฉลี่ย 1.2% หลังการประชุม 1 สัปดาห์

ด้านตลาดหุ้นไทยปรับตัวลงวันแรกหลังการประชุมยูโรซัมมิต แม้ระหว่างวันดัชนีจะทะยานขึ้นทะลุ 1,200 จุด ไปสูงสุดถึง 1,203.70 จุด แต่สุดท้ายกลับปิดติดลบ 3.92 จุด ที่ระดับ 1,194.15 จุด มูลค่าการซื้อขายหนาแน่นขึ้น 35,845 ล้านบาท

นักลงทุนต่างชาติมียอดขายสุทธิ 2,195 ล้านบาท แต่รายย่อยกลับซื้อกลับมากถึง 3,329 ล้านบาท เป็นเพราะมีการซื้อขายรายการใหญ่ (บิ๊กล็อต) ในกระดานต่างประเทศ หุ้นบริษัท ซีพี ออลล์ (CPALL-F) จำนวน 2 รายการ รวม100 ล้านหุ้น ในราคาหุ้นละ 36 บาท เป็นเงิน 3,600 ล้านบาท

แหล่งข่าวจากบริษัทหลักทรัพย์ ภัทร ซึ่งทำโอเวอร์ลันซ์เพรสเมนต์ (การเสนอขายหุ้นแก่นักลงทุนโดยวิธีบุ๊กบิวส์) ให้กับบริษัท อเมริกันอินเตอร์แนชชั่นแนลแอสชัวรันส์ (เอไอเอ) ก่อนหน้านี้จำนวน 126.20 ล้านหุ้น กล่าวว่า บิ๊กล็อตจำนวน 100 ล้านหุ้นครั้งนี้ ภัทร ไม่ได้ทำ และไม่ได้เป็นของเอไอเอ เพราะตามเกณฑ์การทำเพรสเมนต์กำหนดไว้ว่าจะมีระยะเวลาเว้นวรรคช่วงหนึ่งภายหลังจากทำรายการไปแล้ว ทำให้เอไอเอไม่สามารถขายล็อตใหญ่ได้

“ไม่รู้ว่าบิ๊กล็อต ซีพี ออลล์ ครั้งนี้เป็นของใคร” แหล่งข่าวจาก บล.ภัทร เปิดเผย

อย่างไรก็ตาม วันที่ 4 ก.ค. บล.ยูบีเอส เป็นโบรกเกอร์ที่มีมูลค่าซื้อขายผ่านสูงที่สุด ส่วนแบ่งตลาด 12.59% มียอดซื้อมากกว่าขายจำนวน 633 ล้านบาท ส่วน บล.ยูโอบีเคย์เฮียน มีส่วนแบ่งตลาดอันดับ 3 จำนวน 8.09% มียอดขายมากกว่าซื้อถึง 3,823.45 ล้านบาท