หุ้นดิ่งเหวนักลงทุนจนลง5.8แสนล้าน

วันที่ 24 ก.ย. 2554 เวลา 07:47 น.
หุ้นดิ่งเหวนักลงทุนจนลง5.8แสนล้าน
หุ้นท้ายสัปดาห์ดัชนีร่วงหนัก2วันติดตกลงปรวม 71 จุดส่งผลมาร์เก็ตแคปหายวับ5.8แสนล้านบาท

นักลงทุนรายย่อยกำลังออกอาการตื่นตระหนก เมื่อเห็นดัชนีหุ้นไทยดิ่งเหวเพียง 2 วัน ท้ายสัปดาห์นี้ ตกไปแล้ว 71 จุด มูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (มาร์เก็ตแคป) หายวับไป 5.8 แสนล้านบาท

ดัชนีหุ้นไทยวันที่ 22 ก.ย. หลุดพันจุด ปิดที่ 990.59 จุด ลดลง 39 จุด มูลค่าการซื้อขาย 32,481 ล้านบาท และวันที่ 23 ก.ย. ดัชนีปิดตลาดที่ 958.16 จุด ลดลงเพียง 32.43 จุด หรือลดลง 3.27% ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 5 หมื่นล้านบาท

ผู้ขายหุ้นรายใหญ่ไม่ใช่ใคร แต่เป็นนักลงทุนต่างชาติ ที่เทขายหุ้นออกมาสองวันรวม 5,854 ล้านบาท เพราะตื่นตระหนกกับภาวะเศรษฐกิจของสหภาพยุโรปที่มีแนวโน้มแย่ลง และธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ประกาศจะไม่กระตุ้นเศรษฐกิจอีกในช่วงนี้

นักวิเคราะห์ต่างชาติมองว่า ความกังวลว่าเศรษฐกิจจะถดถอยซ้ำซ้อน ได้ฉุดดัชนีหุ้นไทยและดัชนีหุ้นทั่วโลกดิ่งเหวต่อเนื่อง มาตรการ Corporation Twist ขายพันธบัตรระยะสั้นซื้อพันธบัตรระยะยาวของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) และปัญหาหนี้สินในยุโรป ถูกจับตาว่าจะเป็นชนวนของวิกฤตรอบใหม่

ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เชื่อว่า ตลาดหุ้นไทยตกหนักเกิดจากนักลงทุนตกใจข่าวสารเศรษฐกิจโลกผันผวน

แต่ภาพรวมเศรษฐกิจไทยยังเข้มแข็ง เศรษฐกิจยังขยายตัวดี รัฐบาลจะไม่ทบทวนนโยบายประชานิยม และมั่นใจว่าสามารถสร้างความเข้มแข็งเศรษฐกิจภายในประเทศได้

แม้นายกฯ จะให้ความมั่นใจว่าเศรษฐกิจไทยยังดี แต่หุ้นตกรอบนี้มาจากปัจจัยต่างประเทศล้วนๆ และหากหุ้นยังคงตกหนักต่อเนื่อง คนที่หวาดเสียวจะได้รับผลกระทบมากที่สุดคือ นักลงทุนรายย่อย

จรัมพร โชติกเสถียร กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) กล่าวว่า โชคดีที่ไม่จำเป็นต้องงัดมาตรการพักการซื้อขายชั่วคราว (เซอร์กิตเบรกเกอร์) หากดัชนีปรับลงถึง 10%

“หุ้นลงน้อยการบังคับขายหุ้น (ฟอร์ซเซล) ไม่น่าห่วงเนื่องจากระดับการให้สินเชื่อไปซื้อหุ้นเพียง 3 หมื่นล้านบาท น้อยมากเทียบปี 2540 ที่สินเชื่อเพื่อการซื้อหุ้นอยู่ที่ 1 แสนล้านบาท” จรัมพร กล่าว

ในสายตาของกองทุนต่างชาติ ไมเคิล ฮาเซนสตาบ รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส และผู้จัดการร่วมกองทุนนานาชาติ กลุ่มตราสารหนี้แฟรงกลิน เทมเพิลตัน เชื่อว่าการเทขายหุ้นครั้งนี้เป็นเรื่องระยะสั้นที่เกิดจากการเก็งกำไร ไม่ได้เกิดจากปัจจัยพื้นฐานคล้ายกับที่เคยเกิดขึ้นเมื่อเดือน เม.ย.-พ.ค. 2553 เมื่อมีความกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์หนี้ในยุโรป

เชื่อว่าวิกฤตของยุโรปไม่ใช่วิกฤตของโลก และเศรษฐกิจสหรัฐยังอยู่ระหว่างการฟื้นตัว

แต่ ศุภวุฒิ สายเชื้อ กรรมการผู้จัดการ สายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ภัทร กลับมองว่า วิกฤตเศรษฐกิจโลกครั้งนี้จะยืดเยื้อยาวนาน 2-3 ปี เนื่องจากธนาคารกลางและรัฐบาลของประเทศพัฒนาแล้วขาดเครื่องมือในการกระตุ้นเศรษฐกิจ

ดัชนีหุ้นที่ปรับลงแรงครั้งนี้คล้ายคลึงกับวิกฤตการเงินสหรัฐปี 2551 ที่ต่างชาติโยกเงินออกจากตลาดหุ้นที่เป็นสินทรัพย์เสี่ยงไปลงทุนในสินทรัพย์ที่เสี่ยงน้อยกว่า และดึงเงินกลับไปช่วยภาคเศรษฐกิจที่แท้จริงของประเทศ ทำให้ไม่แน่ชัดว่าปัญหานี้จะกินระยะเวลานานขนาดไหน และมีเงินไหลออกจำนวนเท่าใด

นับตั้งแต่ต้นปี 2554 ต่างชาติขายหุ้นแล้ว 3.1 หมื่นล้านบาท เทียบกับช่วงเดือน พ.ค. 2553 เพียงเดือนเดียวต่างชาติขายไปถึง 5.8 หมื่นล้านบาท และเทียบกับวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ปี 2551 ต่างชาติขายไปทั้งหมด 1.6 แสนล้านบาท

แม้ตลาดหุ้นจะตกต่ำอย่างหนัก แต่นักลงทุนระยะยาวสามารถใช้วิกฤตนี้เป็นโอกาสในการลงทุน เพราะบริษัทจดทะเบียนไทย (บจ.) มีความแข็งแกร่งมาก เนื่องจากผ่านมาหลายวิกฤตเศรษฐกิจ และล่าสุดกับวิกฤตการเงินสหรัฐปี 2551 มีหุ้น 70 แห่ง ในอันดับ SET100 ที่มีกำไรและสามารถจ่ายปันผลต่อเนื่องถึง 3 ปี รวมทั้งกำไร บจ.ไทยยังเป็นอันดับ 2 ของเอเชีย