ดีเอสไอ กังขาเจ้าหนี้ให้กู้เพรซิเดนท์ง่ายจัด

  • วันที่ 07 ก.พ. 2554 เวลา 09:46 น.

โพสต์ทูเดย์ -ดีเอสไอ มั่นใจหลักฐานมัด "เพรซิเดนท์ อะกริฯ" 1-2 เดือนส่งฟ้อง
         
นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เปิดเผยว่า ความคืบหน้าการดำเนินคดีกับบริษัท เพรซิเดนท์ อะกริ เทรดดิ้งซึ่งเป็นบริษัทค้าข้าวรายใหญ่ ซึ่งทำหลักฐานการซื้อขายข้าวปลอมเพื่อนำมาขอสินเชื่อจากธนาคารพาณิชย์ 12 แห่ง คิดเป็นมูลค่าเสียหาย 2-3 หมื่นล้านบาทนั้น
         
ขณะนี้ดีเอสไอได้เดินทางไปต่างประเทศที่เกี่ยวข้องกับการส่งออกตามเอกสาร เพื่อที่จะรวบรวมเอกสารหลักฐานทั้งหมดมาใช้ในการดำเนินคดี โดยพบว่ามีหลักฐานชัดเจนว่าสัญญาการซื้อขายข้าวของบริษัทดังกล่าวเป็นหลักฐานปลอมเกือบทั้งหมด
         
ทั้งนี้ จะต้องสอบสวนในเชิงลึกว่ามีเจ้าหน้าที่ของสถาบันการเงินมีส่วนรู้เห็นด้วยหรือเข้าร่วมกระบวนการนี้ด้วยหรือไม่ ซึ่งคาดว่าอีก 1-2 เดือนจะส่งสำนวนฟ้องร้องดำเนินคดีได้
         
"ขอยืนยันว่าดีเอสไอจะเดินหน้าคดีนี้อย่างจริงจัง แม้ว่าจะมีนักการเมืองมาเกี่ยวข้องก็ไม่ได้รับแรงกดกัน เพราะเกี่ยวข้องกับระบบเศรษฐกิจและกระทบกระเทือนกับระบบสถาบันการเงิน และแม้ว่าบริษัทนี้จะมีการถูกฟ้องล้มละลายก็ยังมีคดีอื่นๆ ที่สามารถจะดำเนินการฟ้องร้องได้ ทั้งคดีแพ่ง คดีอาญา การปลอมแปลงเอกสารการกู้ยืม รวมทั้งหากตรวจสอบพบว่ามีเจ้าหน้าที่ของสถาบันการเงินเกี่ยวข้องก็จะต้องดำเนินคดีด้วย" นายธาริต กล่าว
         
แหล่งข่าวจากดีเอสไอ เปิดเผยว่า มีข้อสงสัยว่าทางเพรซิเดนท์ อะกริฯ นั้นได้มีการนำเอกสารชิ้นเดียวกันมาเวียนเทียนขอกู้เงินจากธนาคารพาณิชย์ได้หลายแห่งมากซึ่งน่าสงสัยว่าเป็นไปได้หรือไม่ที่ธนาคารพาณิชย์จะไม่รู้เลยว่าหลักฐานการขอกู้ดังกล่าวเป็นหลักฐานปลอม หรือติดจำนองจากที่อื่นมาก่อน เพราะโดยปกติธนาคารจะมีความละเอียดในการปล่อยกู้มาก
         
"ถ้าเป็นลูกค้าปกติคงไม่สามารถสร้างความเสียหายให้กับธนาคารได้ขนาดนี้ ธนาคารจะตรวจแล้วตรวจอีกหลายวันกว่าจะอนุมัติ แต่ในกรณีนี้ทำไมได้เงินง่ายดาย" แหล่งข่าวกล่าว
         
นายบุญทักษ์ หวังเจริญกรรมการผู้จัดการ ธนาคารทหารไทย กล่าวว่า ธนาคารได้ขายพอร์ตหนี้ของเพรซิเดนท์ อะกริฯ ไปให้กับบริษัทบริหารสินทรัพย์ (เอเอ็มซี) ไปแล้ว ดังนั้นเป็นหน้าที่ของเอเอ็มซีจะต้องดำเนินการต่อในฐานะเจ้าหนี้คนใหม่
         
สำหรับสถาบันการเงินที่อนุมัติเงินกู้ได้แก่ ธนาคารกรุงไทย วงเงิน9,200 ล้านบาท ธนาคารไทยธนาคาร 8,400 ล้านบาท ธนาคารทหารไทย 7,200 ล้านบาท ธนาคารกรุงเทพ 4,300 ล้านบาท ธนาคารฮ่องกงและเซี่ยงไฮ้ 2,200 ล้านบาทธนาคารยูโอบี 1,000 ล้านบาท รวมทั้งการกู้เงินจากธนาคารกสิกรไทยบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ สินเอเซียและธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย เป็นการกู้โดยใช้เอกสารฉบับจริงเพียงฉบับเดียว แต่เวียนไปใช้กู้เงินกับหลายธนาคาร มีการแบ่งขออนุมัติกู้ยืมเป็นหลายวงเงิน จนทำให้เกิดหนี้สูญกว่า 3.3 หมื่นล้านบาทโดยเฉพาะการทำสัญญาซื้อขายข้าวปลอมกับไทยธนาคารจำนวน 34 ฉบับ มูลค่าประมาณ 9,000 ล้านบาท และธนาคารอื่นๆ อีก 6 แห่งจำนวน 626 ฉบับ.

ข่าวอื่นๆ

ข่าวอื่นๆ