แก้ "หนี้ครัวเรือน" วาระแห่งปี 65 ทำจริงหรือบอกกันเฉยๆ

วันที่ 06 ม.ค. 2565 เวลา 19:07 น.
แก้ "หนี้ครัวเรือน" วาระแห่งปี 65 ทำจริงหรือบอกกันเฉยๆ
หนี้ครัวเรือนที่พุ่งทะลุ 14 ล้านล้านบาท ทำให้รัฐบาลบิ๊กตู่ออกมาประกาศปีนี้เป็นปีการแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือน ซึ่งไม่ใช่ครั้งแรกที่รัฐบาลบิ๊กตู่ออกมาตีปี๊บเรื่องนี้

การแก้ไขปัญหาหมูๆ เรื่องเนื้อหมูราคาแพง รัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หรือ รัฐบาลบิ๊กตู่ ยังคาดว่าต้องใช้เวลาอย่างน้อย 4 เดือน ราคาหมูที่แพงทำคนเดือนร้อนทั่วไปจะเข้าสู่ภาวะปกติ

แล้วหากเป็นหนี้ครัวเรือนที่พุ่งทะลุกว่า 14 ล้านล้านบาท ไปแล้วตั้งแต่ไตรมาส 2 ปี 2564 ที่ผ่านมา ลองคิดดูว่ารัฐบาลบิ๊กตู่ต้องใช้เวลาในการแก้ไขเท่าไร 4 เดือนเท่ากับการแก้ราคาหมูแพง หรือต้องนานกว่านั้น 4 ปี หรือ 40 ปี เพราะหนี้ครัวเรือนไทยอยู่ในดับที่สูงต่อเนื่อง

ดังนั้น จึงไม่ต้องแปลกใจที่บิ๊กตู่ถึงขนาดเปิดใจบอกว่า "กังวลใจเรื่องปัญหาหนี้สินครัวเรือน" เพราะวิกฤตโควิดที่ยืดเยื้อมานานกว่า 2 ปี ยิ่งซ้ำเติมให้ปัญหาหนักหน่วงขึ้นไปอีก

โดยบิ๊กตู่ถึงขนาดประกาศลั่นวตั้งเป้าหมายให้ปี 2565 เป็น “ปีแห่งการแก้หนี้ภาคครัวเรือน” ให้สำเร็จให้ได้

หากพิเคราะห์จากคำประกาศกร้าวของบิ๊กตู่ว่าต้องแก้หนี้ครัวเรื่อง "ให้สำเร็จให้ได้" ก็ไม่น่าจะผิดหากจะตีความว่า รัฐบาลบิ๊กตู่ยอมรับว่าที่ผ่านมายังแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนไม่สำเร็จนั้นเอง

ทั้งๆ ที่ตั้งแต่เข้ามาบริหารประเทศกว่า 7 ปี รัฐบาลบิ๊กตู่ให้ความสำคัญกับการแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนมาตลอด ประกาศทุกแก้หนี้ครัวเรือนทุกปี ออกมาแสดงความเป็นห่วงทุกครั้งที่สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ว่าหนี้ครัวเรือนสูงเป็นภัยคุมคามภาพรวมเศรษฐกิจไทย

ล่าสุด สศช. รายงานหนี้ครัวเรือนไทยไตรมาส 2 ปี 2564 มีมูลค่า 14.27 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 5.0% จาก 4.7%ในไตรมาสก่อน หรือคิดเป็นสัดส่วน 89.3% ต่อจีดีพี ลดลงจาก 90.6% ในไตรมาสที่ผ่านมา

สศช. ระบุว่า หนี้ครัวเรือนขยายตัวเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง แม้ว่าสัดส่วนหนี้สินครัวเรือนต่อจีดีพีจะปรับลดลงเล็กน้อยแต่ยังคงอยู่ในระดับสูง ซึ่งที่น่าเป็นห่วงคือคุณภาพสินเชื่อของหนีครัวเรือนที่เสียมากขึ้น เพราะได้รับผลกระทบจากโควิด-19 ทำให้แรงงานตกงาน ถูกลดชั่วโมงค่าแรงการทำงาน ทำให้รายได้ลดไม่พอกับรายจ่ายทำให้มีการกู้เงินเพื่อการบริโภคมากขึ้น ทำให้หนี้บัตรเครดิต และสินเชื่อบุคคลเสียเพิ่มมากขึ้น

ผลที่ตามมาคือ ประชาชนไปก่อหนี้นอกระบบเพิ่มมากขึ้นเป็นเงาตามตัวขึ้นไปด้วย โดยมูลค่าหนี้นอกระบบรวม 8.5 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2562 ที่มีเพียง 5.6 หมื่นล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นถึง 1.5 เท่าจากปี 2562

จากข้อมูลของ สศช. จะเห็นว่า รัฐบาลบิ๊กตู่กำลังถูกแซนวิดทั้งจากหนี้ครัวเรือนสูง และหนี้นอกระบบเพิ่ม ดังนั้นการแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนยังเดียวไม่น่าจะพอ ต้องมีการแก้ไขหนี้นอกระบบไปพร้อมๆ กันด้วย

บิ๊กตู่ ระบุเข้มแข็งว่า ได้สั่งการให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งดำเนินการแก้ไขหนี้ครัวเรือน โดยกลุ่มเป้าหมายแรก คือปัญหาหนี้ของกลุ่มข้าราชการครูและเจ้าหน้าที่ตำรวจ ให้การยุบยอดหนี้ การปรับลดค่าธรรมเนียม ปรับปรุงระบบการตัดเงินเดือน การพักชำระหนี้ การปล่อยเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ เป็นต้น เพื่อมีเงินหลือใช้ไม่ต่ำกว่า 30% ของเงินเดือน

ดูจากการสั่งการของบิ๊กตู่ ดูเหมือนทำไม่ยาก แต่ความเป็นจริงการดำเนินการเรื่องนี้เป็นมาตรการเก่ามาเล่าใหม่ สมัยที่บิ๊กตู่เข้ามาบริหารประเทศเมื่อ 7 ปีก่อน ก็มีการแก้หนี้ครัวเรือน โดยเฉพาะหนี้ครูไปหลายรอบ โดยรอบใหญ่ที่สุดก็ให้ธนาคารออมสินรวมหนี้ครูทั้งในและนอกระบบ มาไว้ที่ธนาคารออมสินแห่งเดียว และคิดดอกเบี้ยต่ำผ่อนน้อย เป็นเวลานานๆ

แต่การแก้ปัญหาดังกล่าว ก็เหมือนตกอยู่ในวังวน เมื่อมีการรวมหนี้ครูมาไว้ที่ธนาคารออมสิน ครูก็ไปกู้หนี้ใหม่ทั้งในและนอกระบบเพิ่มอีก กลายเป็นดาบสองคม มาตรการที่ออกมาแทนที่จะช่วยลดหนี้ ลดภาระ กลายเป็นส่งเสริมให้ครูมีช่องไปกู้หนี้ใหม่ ทำให้หนี้ครัวเรือนและหนี้นอกระบบของไทยเพิ่มขึ้นไม่หยุด

แม้ว่า คลังเด้งรับนายกบิ๊กตู่ ดันสารพัดมาตรการแก้หนี้ครัวเรือน ทั้งปรับลดโครงสร้างและเพดานอัตราดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียม ก็เป็นมาตรการเหล้าเก่าในขวดใหม่ที่แก้ปัญหาระยะสั้นเท่านั้น แต่ระยะยาวหนี้ครัวเรือนก็ยังเพิ่มยังสูงกว่าเดิม

การประกาศแก้ไขหนี้ครัวเรือนเป็นเรื่องสำคัญของปีของบิ๊กตู่เป็นเรื่องน่าชื่นชม พูดอีกกี่รอบก็พูดได้ แต่ไม่มีใครเชื่อว่าารัฐบาลบิ๊กตู่แก้ได้ เพราะเรื่องการแก้ไขปัญหาหนี้ครัวเรือนยากกว่าแก้ปัญหาหมูแพงเป็นหลายเท่า แก้ปัญหาหมูแพงยังขอเวลาเกือบครึ่งปี และการแก้ไขหนี้ครัวเรือนกว่า 14 ล้านล้านบาท ต้องใช้เวลาอีกกี่ปี

ดังนั้นการแก้ไขหนี้ครัวเรือนให้สำเร็จในปี 2565 เป็นวาทะกรรมทางการเมืองเท่านั้น เพราะไม่รู้ว่าความสำเร็จของบิ๊กตู่การแก้ไขปัญหาหนี้ครัวเรือนของบิ๊กตู่อยู่ตรงไหน ไม่มีความชัดเจนที่ทำให้มองเห็นจับต้องได้

ที่สำคัญการแก้ไขปัญหาครัวเรือน ในภาวะที่โควิดรอบใหม่ระบาดคุมไม่ได้เช่นนี้ การแก้ไขหนี้ครัวเรือนยิ่งเป็นเรื่องยากไม่หมูๆๆ มากขึ้นไปอีก มองไม่เห็นความสำเร็จ เพราะแก้มาหลายปีก็เห็นอยู่ว่าไม่ได้ดีขึ้นกว่าเดิม