ครม.เคาะเก็บภาษีบุหรี่เพิ่ม ราคาขึ้นซองละ 6-8 บาท มีผล1ต.ค.นี้

วันที่ 28 ก.ย. 2564 เวลา 16:56 น.
ครม.เคาะเก็บภาษีบุหรี่เพิ่ม ราคาขึ้นซองละ 6-8 บาท มีผล1ต.ค.นี้
ครม.เคาะวาระลับ เก็บภาษีบุหรี่เพิ่มขึ้นมีผล 1 ต.ค. นี้ คาดราคาเพิ่มขึ้นซองละ 6-8 บาท

นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมว.คลัง เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 28 ก.ย.2564 มีมติเห็นชอบโครงสร้างภาษีบุหรี่ใหม่ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ โดยจะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค.2564

สำหรับโครงสร้างภาษีบุหรี่ใหม่ มีการปรับทั้งหมด ในส่วนการจัดเก็บตามตามปริมาณจาก 1.20 บาทต่อมวน เป็น 1.25 บาทต่อมวน

สำหรับการเก็บภาษีตามมูลค่ายังเป็น 2 อัตรา จากที่เก็บ 20% ของราคาขายปลีกซองละไม่เกิน 60 บาท และ 40% สำหรับราคาขายปลีกที่เกิน 60 บาท เป็น 25% ของราคาขายปลีกซองละไม่เกิน 72 บาท และ 42% สำหรับราคาขายปลีกที่เกิน 72 บาท

"ครม.เห็นชอบภาษีบุหรี่ใหม่คาดว่าจะส่งผลให้ราคาขายปลีกบุหรี่ ขยับขึ้นอีกซองละ 6-8 บาท โดยกรมสรรพสามิต จะชี้แจงรายละเอียดการปรับโครงสร้างภาษีบุหรี่ ทั้งหมด ในวันที่ 30 ก.ย.2564 เวลา 16.00 น. หลังอัตราภาษีใหม่ประกาศลงราชกิจจานุเบกษาเรียบร้อยแล้ว"

รายงานข่าว กล่าวว่า การพิจารณาการปรับโครงสร้างภาษีบุหรี่ใหม่อย่างรอบคอบแล้ว ซึ่งจะตอบโจทย์ใน 4 เรื่องหลัก คือ 1. ด้านสาธารณสุข 2. ด้านเกษตรกรผู้ปลูกใบยาสูบ จะต้องได้รับผลกระทบน้อยที่สุด 3. ด้านรายได้ของรัฐบาลจะต้องไม่ลดลง และ 4. ด้านการดูแล บริหารจัดการบุหรี่เถื่อน และบุหรี่ปลอม

นายภาณุพล รัตนกาญจนภัทร ผู้ว่าการ การยาสูบแห่งประเทศไทย (ยสท.) เปิดเผยว่า ถ้ามีการปรับขึ้นภาษี ยสท.ก็ต้องปรับราคาขายขึ้นตาม เพื่อให้อยู่ได้ ส่วนจะปรับเท่าไหร่ และจะมีผลทันทีตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค. ด้วยหรือไม่ ต้องรอติดตามกรมสรรพสามิต และต้องนำผลเข้าหารือกับคณะกรรมการด้านราคา ของ ยสท. อีกครั้ง

ทั้งนี้ ที่ผ่านมา การปรับโครงสร้างภาษีเป็น 2 อัตรา คือ 20% และ 40% กระทบยอดผลิตของ ยสท. เดิม 28,000 ล้านมวน เหลือ 18,000 ล้านมวนต่อปี ซึ่งยอมรับว่า หากมีการขึ้นภาษีอีกก็จะกระทบรายได้อีกแน่นอน แต่องค์กรจะยังสามารถอยู่ได้ ยังมั่นคง ไม่มีปัญหา

อย่างไรก็ดี ยสท.ไม่ได้ห่วงว่า ผลจากการขึ้นภาษีจะทำให้แข่งขันกับบุหรี่นอกลำบาก แต่ห่วงเรื่อง บุหรี่เถื่อน ซึ่งจะเพิ่มขึ้นกระฉูด โดยที่ผ่านมาเพิ่มขึ้นกว่า 20% แล้ว รวมทั้งการสูบยาเส้นที่ มีผลต่อสุขภาพมากกว่า เพิ่มขึ้นจาก 1 หมื่นล้านมวน เป็น 3.7 หมื่นล้านมวนต่อปี

ทั้งนี้ ยสท.อยู่ระหว่างศึกษา ผลิตภัณฑ์ใหม่ หรือ Fighting Brand ที่มีราคาต่ำ เพื่อสร้างรายได้ แต่ก็ต้องพิจารณาให้รอบคอบ โดยเฉพาะผลกระทบทางสังคม และ สาธารณสุข