ห่วงหนี้เอกชนในตลาดหุ้นสูงเฉียด30ล้านล้านบาท

วันที่ 14 มิ.ย. 2564 เวลา 16:55 น.
ห่วงหนี้เอกชนในตลาดหุ้นสูงเฉียด30ล้านล้านบาท
นักวิชาการห่วงพิษโควิดทำหนี้เอกชนสูงแตะ 30 ล้านล้านบาท สูง 2 เท่าของจีดีพี และหนี้รัฐบาลทะลุ 60% จีดีพีปีหน้า

นายอนุสรณ์ ธรรมใจ อดีตกรรมการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และ อดีตคณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ ม. รังสิต กล่าวว่า ตลาดการเงินไทยนั้นมีความเปราะบางสูงกว่า และ อาจมีความผันผวนมากกว่าบางตลาดได้เนื่องจากโครงสร้างทางการเงินของกิจการและธุรกิจอุตสาหกรรมบางส่วนอ่อนแอมากและถูกซ้ำเติมจากผลกระทบการแพร่ระบาดของ Covid-19 มีบริษัทจดทะเบียนในตลาดหุ้นมีหนี้สินเพิ่มมากกว่า 4 ล้านล้านบาท บริษัทกิจการท่องเที่ยว กิจการสายการบิน กิจการขนส่ง ค้าปลีก ร้านอาหาร กิจการเหล่านี้จำนวนไม่น้อยต้องเพิ่มทุนในช่วงครึ่งปีหลังหรือต้องขายทรัพย์สินเสริมสภาพคล่องและชำระหนี้ สัดส่วนหนี้สินต่อทุนของบริษัทจดทะเบียนปี พ.ศ. 2563 อยู่ที่ 2.83 เท่าเมื่อเทียบกับ 2.57 เท่าในปี พ.ศ. 2561 หนี้สินรวมของบริษัทจดทะเบียนเพิ่มขึ้นแตะระดับ 29.28 ล้านล้านบาท สูงกว่าจีดีพีประเทศประมาณเกือบ 2 เท่า

ขณะที่ผลกำไรสุทธิของบริษัทจดทะเบียนลดลงจากระดับ 9.2 แสนล้านบาทในปี พ.ศ. 2561 มาอยู่ที่ 4.1 แสนล้านบาทเท่านั้นในปี 2563 และมีสัญญาณดีขึ้นบ้างในไตรมาสแรกปีนี้กำไรสุทธิอยู่ที่ 2.58 แสนล้านบาท คาดว่าไตรมาสสองผลกำไรสุทธิน่าจะชะลอตัว ส่วนไตรมาสามและสี่ควรจะกระเตื้องขึ้นซึ่งน่าจะทำให้ผลกำไรสุทธิทั้งปีกลับมาอยู่ระดับ 7-8 แสนล้านบาทได้

อย่างไรก็ตาม ธุรกิจและกิจการนอกตลาดหลักทรัพย์ซึ่งเป็นกิจการขนาดย่อม ขนาดเล็กขนาดกลางยังประสบปัญหาทางธุรกิจและสภาพคล่องทางการเงินอย่างมาก ในระยะ 1-2 ปีข้างหน้า หากเศรษฐกิจไทยขยายตัวได้ต่ำกว่า 2% มีความเสี่ยงจะเกิดวิกฤติหนี้สินทั้งภาครัฐและภาคเอกชน โดยกลุ่มธุรกิจที่จะมีปัญหาในการชำระหนี้มากที่สุด ได้แก่ กลุ่มธุรกิจท่องเที่ยว โรงแรมกลุ่มธุรกิจสายการบินและการขนส่งคน กลุ่มธุรกิจสื่อ กลุ่มธุรกิจจัดงานแสดงสินค้าและงาน Event ต่างๆ กลุ่มธุรกิจอสังหาริมทรัพย์และรับเหมาก่อสร้าง กลุ่มธุรกิจร้านอาหาร ธุรกิจสปาและเสริมสวย กลุ่มกิจการโรงเรียนและมหาวิทยาลัยเอกชน เป็นต้น

ขณะเดียวกัน ฐานะทางการคลังของประเทศอ่อนแอลง โดยมีการก่อหนี้จำนวนมากทำให้ สัดส่วนของหนี้สาธารณะต่อจีดีพีทะลุ 60% ในปีหน้า เกิดความอ่อนไหวต่อการปรับขึ้นของอัตราดอกเบี้ยและสภาพคล่องในตลาดการเงินโลกที่อาจตึงตัวขึ้นในปีหน้า