นาโนไฟแนนซ์เหนื่อย ปล่อยกู้ดอกแพงฝืด

วันที่ 24 มี.ค. 2564 เวลา 19:43 น.
นาโนไฟแนนซ์เหนื่อย ปล่อยกู้ดอกแพงฝืด
ธุรกิจนาโนไฟแนนซ์ปี 2564 โอกาสฟื้นตัวยังถูกจำกัด จากความเสี่ยงธุรกิจที่สูงในภาวะเศรษฐกิจไม่แน่นอน

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ประเมินว่า ธุรกิจนาโนไฟแนนซ์ รับผลกระทบจากโควิด 19 ผู้ประกอบการต่างดำเนินนโยบายให้สินเชื่ออย่างระมัดระวัง ส่งผลให้ยอดคงค้างสินเชื่อชะลอตัวติดต่อกัน 2 ปีซ้อน (2562-2563) โดยผู้ประกอบการรายใหญ่ในเครือธนาคารบางรายเริ่มถอนตัวจากตลาดและบางรายชะลอแผนการเข้าสู่ตลาด

นอกจากนี้ ต้นทุนการดำเนินธุรกิจนาโนไฟแนนซ์ที่สูง จากการให้สินเชื่อขนาดเล็กมากและมีผู้กู้รายย่อยที่หลากหลาย เป็นปัจจัยหลักหนึ่งที่ทำให้ผู้ประกอบการที่มีฐานทุนขนาดใหญ่ถอนตัวชั่วคราวเพื่อหาโมเดลธุรกิจใหม่ ขณะเดียวกัน การชะลอการให้สินเชื่อใหม่ยังเป็นอีกปัจจัยที่ทำให้อัตราส่วนหนี้เสียของธุรกิจเร่งตัวขึ้นในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา

ขณะเดียวกัน ในไตรมาส 2 ปีนี้ บริษัทร่วมทุนธนาคารเฉพาะกิจของรัฐเริ่มให้บริการสินเชื่อจำนำทะเบียนรถด้วยอัตราดอกเบี้ยไม่เกิน 18% ต่อปี ที่เน้นกลุ่มตลาดล่างจากเป้าหมายวงเงินสินเชื่อปีนี้ที่ 2 หมื่นล้านบาท และฐานลูกค้า 1 ล้านราย โดยอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำกว่าเพดานดอกเบี้ยวงเงินสินเชื่อส่วนบุคคลฯ และสินเชื่อจำนำทะเบียนรถทั่วไป ทำให้เป็นประเด็นที่ต้องติดตามว่ากลุ่มลูกค้าเป้าหมายอาจไม่ใช่ผู้ที่เข้าไม่ถึงสินเชื่อในระบบมาก่อน แต่อาจกระตุ้นให้เกิดการรีไฟแนนซ์หนี้และเป็นประโยชน์ต่อผู้กู้ในระบบเดิมมากกว่าที่จะมุ่งขยายบริการไปสู่กลุ่มลูกค้ารายย่อยใหม่

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ประเมินว่า แนวโน้มการเติบโตของนาโนไฟแนนซ์ในปี 2564 อาจขยายตัวเล็กน้อยในช่วง 1-5% หลังจากที่หดตัวติดต่อในปี 2562-2563 เนื่องจากผู้ประกอบการรายใหญ่บางส่วนทยอยกลับเข้าทดลองตลาดสินเชื่อนาโนไฟแนนซ์โดยผ่านบริษัทในเครือ ที่บุกเบิกช่องทางสินเชื่อนาโนดิจิทัล อย่างไรก็ดี ด้วยข้อจำกัดของฐานข้อมูลที่รายงานเฉพาะยอดคงค้างสินเชื่อ ณ ช่วงเวลา ทำให้การปล่อยสินเชื่อใหม่ส่วนมากมีขนาดวงเงินเล็กมากเฉลี่ยในช่วง 5,000-20,000 บาท (แม้กรอบวงเงินสูงสุดจะกำหนดไว้ที่ 50,000 บาท ซึ่งต่ำกว่าเกณฑ์ของธนาคารแห่งประเทศไทยที่ 1 แสนบาทก็ตาม) และมีระยะเวลาชำระคืนสั้นไม่เกิน 1 ปี อาจไม่ถูกสะท้อนให้แสดงถึงการเติบโตของยอดคงค้างสินเชื่อ ณ สิ้นปี แม้ว่าจำนวนการหมุนรอบสินเชื่อที่เป็นเม็ดเงินสินเชื่อที่ปล่อยไปจะเติบโตดีกว่าฐานข้อมูลที่ปรากฏก็ตาม

ด้านหนี้เสียในธุรกิจนาโนไฟแนนซ์ปี 2564 คาดว่ายังมีทิศทางที่ปรับตัวดีขึ้นต่อเนื่องจากปีก่อนมาที่ระดับประมาณ 5.0-5.5% จากระดับ 6.1% และ 7.7% ในปี 2563 และ 2562 ตามลำดับ อันเป็นผลจากความระมัดระวังในการพิจารณาเครดิตตลอดช่วงการชะลอสินเชื่อนาโนไฟแนนซ์ใน 2 ปีที่ผ่านมา

อย่างไรก็ดี เนื่องจากโมเดลธุรกิจนาโนดิจิทัลยังอยู่ในระยะเริ่มต้น ทำให้ยังต้องติดตามความเสี่ยงของการให้สินเชื่อด้วยแนวทางใหม่ดังกล่าวด้วย แม้ว่าด้วยขนาดสินเชื่อที่เล็กและมีการกระจายตัวมาก ทำให้ศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดว่าคงไม่มีผลต่อภาพรวมหนี้เสียอย่างมีนัยสำคัญในช่วงแรกของธุรกิจก็ตาม

ขณะที่เป้าหมายธุรกิจนาโนไฟแนนซ์ปีนี้ นอกจากการบริหารความเสี่ยงแล้ว ยังมุ่งสานต่อการรุกขยายฐานลูกค้าในช่องทางดิจิทัล ควบคู่ไปกับการจับคู่ความร่วมมือกับพันธมิตรทางธุรกิจเพื่อสนับสนุนการสร้างรายได้ที่ยั่งยืนขึ้น