"กรุงศรี ฟินโนเวต" เพิ่มทุน รับลงทุนสตาร์ทอัพ

วันที่ 10 ส.ค. 2563 เวลา 17:08 น.
"กรุงศรี ฟินโนเวต" เพิ่มทุน รับลงทุนสตาร์ทอัพ
"กรุงศรี ฟินโนเวต" เพิ่มทุน 50 ล้านดอลล่าร์ รองรับลงทุนในสตาร์ทอัพ คาดปีนี้ลงทุน 10 บริษัท

นายแซม ตันสกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท กรุงศรี ฟินโนเวต จำกัด บริษัทในเครือธนาคารกรุงศรีอยุธยา หรือ BAY เปิดเผยว่า ในปี 2564 บริษัทเตรียมขอเพิ่มทุนจากบริษัทแม่ จำนวน 50 ล้านดอลล่าร์ เพื่อมาใช้สำหรับการลงทุนในธุรกิจสตาร์ทอัพ จากปัจจุบันมีทุนอยู่ 50 ล้านดอลล่าร์ ซึ่งขณะนี้ใช้ลงทุนในธุรกิจสตาร์ทอัพไปแล้ว 40 ล้านดอลล่าร์ ซึ่งมีทั้งการเข้าไปลงทุนเอง และลงทุนผ่านกองทุน Venture Capital ในต่างประเทศ (Fund of funds) ซึ่งมีสตาร์ทอัพที่เข้าลงทุนทั้งหมด 50 สตาร์ทอัพ 75 โครงการ พร้อมกับนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมเข้ามาใช้ใน 26 หน่วยงายในเครือธนาคาร

"ภายใน 1-2 เดือนนี้ จะประกาศการลงทุนใหม่ในธุรกิจสตาร์ทอัพเพิ่ม ประมาณ 3-4 สตาร์ทอัพ โดยเป้าหมายในปีนี้จะเข้าไปลงทุนในสตาร์ทอัพ จำนวน 10 สตาร์ทอัพ และจากแผนคาดว่าภายในสิ้นปี 2563 จะใช้วงเงินลงทุนก้อนแรกครบ 50 ล้านดอลล่าร์ ทำให้จำเป็นต้องมีการขอเพิ่มทุนจากบริษัทแม่ โดยปัจจุบันมีสตาร์ทอัพที่บริษัทเข้าลงทุน จำนวน 7 สตาร์ทอัพในปัจจุบันที่บริษัทเข้าลงทุนเอง ได้แก่ Grab FINNOMENA Baania Omise CHOCOCRM SILOT และ ICON Framework" นายแซม กล่าว

นายแซม กล่าวอีกว่า แผนการดำเนิงานในระยะต่อไปของกรุงศรี ฟินโนเวต ภายในปี 2567 จะหันมาเน้นการลงทุนในสตาร์ทอัพที่สร้างผลตอบแทนให้กับบริษัทเข้ามามากขึ้น ผ่านการผลักดันโครงการต่าง ๆ ของสตาร์ทอัพให้ออกมาได้ใช้จริงอย่างชัดเจน เพื่อสร้างรายได้และการเติบโตให้กับสตาร์ทอัพ และทำให้บริษัทได้ผลตอบแทนเข้ามา เพื่อมีเงินลงทุนไปใช้ลงทุนต่อไป โดยบริษัทยังตั้งเป้าหมายเป็น Venture Capital เพื่อเป็นช่องทางให้นักลงทุน และสถาบันเข้ามาลงทุน ซึ่งจะทำให้บริษัทมีแหล่งทุนในการดำเนินธุรกิจและลดการพึ่งพาเงินทุนจากบริษัทแม่ลงด้วย

โดยกลยุทธ์หลักของการสร้างผลตอบแทนกลับมานั้น จะเริ่มจากการพัฒนาความร่วมมือ ด้วยการทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดกับเทคสตาร์ทอัพขนาดใหญ่ (Giant Tech Startup) ที่มีศักยภาพ เพื่อร่วมกันพัฒนานวัตกรรมอย่างเป็นรูปธรรมและมีความเชื่อมโยงกับธุรกิจต่าง ๆ ของกรุงศรีกรุ๊ปให้มากขึ้น พร้อมทั้งการผลักดันให้สตาร์ทอัพที่เข้าลงทุนเติบโตขึ้น และสามารถเข้าระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์แห่งใดก็ตามในโลกได้ภายในช่วงปี 2565-2566 ซึ่งเป็นหนึ่งช่องทางที่บริษัทจะได้ผลตอบแทนเข้ามา

"ขณะนี้ ICON Framework ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้นำด้านการใช้เทคโนโลยี เพื่อพัฒนาระบบการทำงานในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในประเทศไทย ซึ่งเป็นสตาร์ทอัพที่บริษัทเข้าไปลงทุนล่าสุด โดยมีสัดส่วนลงทุน 10% หรือ 100 ล้านบาท ถือเป็นสตาร์ทอัพที่เข้ามาเสริมศักยภาพและความแข็งแกร่งของธุรกิจสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยของกรุงศรีได้ในระยะยาว ได้วางแผนที่จะเข้าระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยในอีก 3 ปีข้างหน้า โดยแผนการลงทุนของบริษัทจากนี้ คือ จะเน้นการลงทุนที่สร้างผลตอบแทนเพิ่มขึ้น เพื่อบริษัทจะได้มีเงินทุนไปต่อยอดลงทุนในระยะต่อ ๆ ไป" นายแซม กล่าว

อย่างไรก็ดี บริษัทยังได้ปรับแผนการดำเนินการงานที่มุ่งเน้นในการสร้างพันธมิตรและลงทุนในสตาร์ทอัพที่มีโอกาสเติบโตและมีเทคโนโลยีที่ตอบโจทย์ความต้องการของตลาดหลังจากสถานการณ์โควิด-19 เช่น อี-โลจิสติกส์ (e-Logistics) การชำระเงินผ่านช่องทางออนไลน์ (Online Payment) การให้บริการด้านซอฟต์แวร์และแอปพลิเคชั่นผ่าน (Software as a service : SaaS) และการส่งอาหาร (Food Deliverery) อีกทั้งยังได้ต่อยอดแนวทางการลงทุนให้สอดคล้องกับสถานการณ์ในปัจจุบันและรองรับรูปแบบวิถีชีวิตใหม่ (New Normal)ภายใต้กลยุทธ์การลงทุน 4 หลักการคือ 1. การลงทุนเพื่อร่วมเป็นพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ (Strategic Investment) 2. การลงทุนโดยพิจารณาถึงผลตอบแทนในระยะยาว (Financial Returns) 3. การลงทุนในเทคโนโลยีเพื่ออนาคต (Futuristic Investment) 4. การลงทุนใน Fund of Funds